แบรนด์ Saab นับว่าห่างหายไปจากวงการถยนต์เป็นเวลานานกว่า 15 ปีที่แบรนด์ยังคงอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” ภายใต้ความหวังว่าชื่อของ Saab จะกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง โดยล่าสุด Saab ผู้ผลิตรถยนต์จากสวีเดนรายนี้กำลังเดินทางมาถึงบทสุดท้ายอย่างแท้จริง เมื่อบริษัท National Electric Vehicle Sweden หรือ NEVS ซึ่งถือครองทรัพย์สินของ Saab ไว้ทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2012 เตรียมนำรถยนต์ชุดสุดท้ายของบริษัทออกประมูลในประเทศสวีเดน ปิดฉากตำนานแบรนด์รถยนต์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความแตกต่างในโลกยานยนต์ยุโรปด้วยเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากอากาศยาน

NEVS เข้ามาถือครอง Saab หลังจากบริษัทแม่อย่าง Evergrande Group จากจีนเข้าซื้อกิจการต่อในยุคที่ Saab ล้มละลาย โดยมีแผนผลักดันแบรนด์เข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า แต่หลังจาก Evergrande ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักในปี 2021 โครงการต่าง ๆ ของ Saab ภายใต้การบริการของ NEVS ก็เริ่มหยุดชะงักลง ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการขายทรัพย์สินทอดตลาดอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกำลังจะมีการประมูลรถยนต์ที่เหลืออยู่ทั้งหมด 8 คัน ผ่านเว็บไซต์ประมูล Klaravik ของสวีเดน

 

รถที่ถูกนำออกขายมีตั้งแต่ Hengchi 5 รถ SUV พลังงานไฟฟ้าหนึ่งเดียวที่ Evergrande เคยผลิตจริง รวมถึงรถต้นแบบ Saab 9-3 EV ภายใต้แบรนด์ NEVS รวมถึง Saab 9-3 Aero รุ่นปี 2014 จำนวน 3 คันที่ยังใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งบางคันยังติดโลโก้ NEVS บริเวณตัวถัง ขณะที่อีก 3 คันสุดท้ายเป็นรถต้นแบบไฟฟ้าของ Saab ทั้งรุ่น pre-production รุ่นติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติที่มีทั้ง LiDAR และกล้องรอบคัน รวมถึงรุ่นขยายระยะทาง Range Extender ที่ใช้เครื่องยนต์ช่วยปั่นไฟเพิ่มระยะทางวิ่ง

 

หากย้อนกลับไป Saab ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุดของยุโรป จุดเริ่มต้นของบริษัทเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 ในฐานะผู้ผลิตเครื่องบินให้กองทัพสวีเดน ก่อนจะเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์และสร้างชื่อจากแนวคิดวิศวกรรมที่แตกต่าง ทั้งระบบปัดน้ำฝนไฟหน้า, รถสปอร์ต Sonett หรือ Saab 900 Turbo ที่กลายเป็นไอคอนของแบรนด์ แม้ในตลาดอเมริกาจะไม่ใช่รถยนต์กระแสหลัก แต่ Saab กลับมีฐานแฟนเหนียวแน่นจากบุคลิกที่ “ไม่เหมือนใคร”

หากคุณเป็นแฟนวงการยานยนต์รุ่นเดอะคงจะจำได้ว่าช่วงหนึ่ง Saab ได้ถูกซื้อกิจการโดย General Motors แต่หลายฝ่ายมองว่ารถแบรนด์ Saab ในยุคนั้นเริ่มสูญเสียเอกลักษณ์เดิม เพราะต้องใช้แพลตฟอร์มร่วมกับรถ GM รุ่นอื่น ต่อมาบริษัทซูเปอร์คาร์สัญชาติดัตช์ Spyker เข้ามาซื้อกิจการหวังพลิกฟื้นแบรนด์ แต่สุดท้ายก็ประสบปัญหาทางการเงินเช่นกัน ก่อนที่ GM จะขัดขวางแผนร่วมทุนกับบริษัทจีน ส่งผลให้ Saab ต้องล้มลงอีกครั้ง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุค NEVS ในเวลาต่อมา

 

แม้จะมีความพยายามพัฒนาโครงการใหม่อย่าง Emily GT หรือรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้คราบของ Saab 9-3 EV แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถผลักดันแบรนด์ให้กลับมารอดได้ ปัจจุบันโรงงาน Trollhättan บางส่วนถูกขายให้ Polestar ใช้เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนา ขณะที่พนักงานของ NEVS เหลืออยู่เพียงไม่กี่สิบคน และเมื่อรถยนต์ชุดสุดท้ายถูกส่งออกจากโรงงานผ่านการประมูลในครั้งนี้ ก็ถือเป็นการปิดฉากชื่อ Saab ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์อย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงธุรกิจด้านอากาศยานและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของ Saab AB ที่ยังคงดำเนินต่อไปเท่านั้น

ที่มา: Jalopnik