หลังจากที่ Nissan ได้เปิดตัวรถกระบะต้นแบบสำหรับสายแคมป์ปิ้งอย่าง Frontier Ultimate Build2 ที่โชว์ตัวไปเรียบร้อยในงาน Overland Expo 2026 ทางแบรนด์ก็ไม่ทอดทิ้งแฟนๆ ที่รอการเปิดตัวรถที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวแต่งต้นแบบเท่านั้น

โดยในวันที่ 16 พฤษภาคม 2026 ทาง Nissan อเมริกาเหนือได้เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ชื่อว่า “Sport Edition” เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่อยากได้ภาพลักษณ์ใกล้เคียงรุ่น PRO-4X แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงไปถึงรุ่นสายลุยตัวท็อปเต็มรูปแบบให้กับ Frontier

 

แพ็กเกจดังกล่าวพัฒนาบนพื้นฐานของรุ่น Frontier SV โดยเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกให้ดูบึกบึนขึ้น แม้ระบบช่วงล่างและสมรรถนะออฟโรดยังไม่ได้ยกระดับเท่ารุ่น PRO-4X ก็ตาม เรียกได้ว่าเป็นรถสำหรับคนที่อยากได้ “ลุคพร้อมลุย” มากกว่าจะเป็นตัวลุยสายออฟโรดฮาร์ดคอร์ตัวจริง

อย่างไรก็ตาม Nissan ยังใส่อุปกรณ์ที่ช่วยใช้งานทางฝุ่นได้จริงเข้ามาบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอยสีดำขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางแบบ All-Terrain รุ่น Hankook Dynapro ขนาด 265/70R17 พร้อมติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ท้องอลูมิเนียมด้านหน้า ไฟตัดหมอก LED และไฟเสริมบริเวณกันชนหน้า

 

งานดีไซน์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น PRO-X และ PRO-4X อย่างชัดเจน ทั้งกระจังหน้าสีดำ กันชนหน้าส่วนล่างสีดำ กระจกมองข้างสีดำ รวมถึงตราสัญลักษณ์ประจำรุ่น “Sport” บริเวณกระบะท้ายและด้านข้างตัวรถ ช่วยให้ Frontier รุ่นนี้ดูดุดันมากขึ้นโดยไม่ต้องแต่งเพิ่มเอง

 

ภายในห้องโดยสารยังคงพื้นฐานจากรุ่น SV แต่ได้เพิ่มการเดินด้ายสีเหลืองตัดกับโทนสีดำบริเวณเบาะนั่งและแผงประตู ช่วยสร้างบรรยากาศสปอร์ตมากขึ้น แม้ภาพรวมจะยังคงเน้นความเรียบง่ายและใช้งานจริงตามสไตล์ Frontier เหมือนเดิม

 

ขุมพลังยังใช้ขุมพลังของ Nissan Frontier เวอร์ชั่นสหรัฐฯ รุ่นปี 2026 เป็นเครื่องยนต์เบนซิน รหัส VQ38 แบบ V6 ขนาด 3,799 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 95.5 x 88.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 11.0 : 1 กำลังสูงสุด 310 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 381 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อคู่หลังหรือขับเคลื่อนสี่ล้อ เพิ่มรูปแบบการขับขี่เข้ามาใหม่ ให้ปรับได้ 5 รูปแบบรวมถึง Rock Sand On-Road Mud และ Hill Descent Control

 

Nissan ยังคงไว้ซึ่งจุดเด่นด้านความหลากหลายของ Frontier เอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งตัวถัง King Cab และ Crew Cab รวมถึงตัวเลือกกระบะท้ายสองขนาด ส่วนราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศในขณะนี้ แต่มีกำหนดการวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงฤดูร้อนปีนี้

ที่มา: Carscoops