Ferrari เปิดศักราชใหม่อย่างเป็นทางการด้วยการเผยโฉม “Luce” รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์จากเมืองมาราเนลโล และมันไม่ใช่ Ferrari แบบที่ใครหลายคนคุ้นเคยอีกต่อไป (ดีไซน์ได้หลุดโลกม้าลำพองขนาดนี้) เพราะแทนที่จะเปิดตัวในฐานะซูเปอร์คาร์ 2 ประตู Ferrari กลับเลือกสร้างรถ EV แบบ 4 ประตู 5 ที่นั่ง ทรงสปอร์ต GT พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ให้พละกำลังสูงถึง 1,035 แรงม้า และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที โดยเป้าหมายของ Luce ไม่ใช่แค่การเป็น Ferrari ขุมพลังไฟฟ้า แต่เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้แบรนด์ในโลกยุค EV อย่างเต็มตัว

ชื่อ “Luce” ซึ่งแปลว่า “แสง” (Light / Illumiantion) ในภาษาอิตาเลียน ถูกนิยามโดย Ferrari ว่าเป็น “Ferrari 360°” หรือรถที่ขยายขอบเขตของแบรนด์ให้กว้างขึ้น โดยจะไม่ได้มีบทบาทเข้ามาแทนที่รถเครื่องยนต์สันดาปหรือ Hybrid รุ่นเดิม แตกต่างจาก Ferrari ทุกคันที่ผ่านมา Luce ถูกออกแบบให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น รองรับผู้โดยสาร 5 คนเต็มรูปแบบ และสามารถเป็นทั้งรถสมรรถนะสูงและรถที่เหมาะสำหรับการเดินทางได้ในคันเดียว

 

สิ่งที่ทำให้ Luce มีความแตกต่างจากรถทุกรุ่นที่ผ่านมา คือการที่ Ferrari ดึง LoveFrom สตูดิโอออกแบบของ Jony Ive อดีตผู้ออกแบบ iPhone มาร่วมพัฒนารถคันนี้อย่างเต็มตัว โดย Ferrari ระบุว่า LoveFrom ไม่ได้ถูกจำกัดให้ออกแบบภายใต้กรอบเดิมของแบรนด์ แต่ได้รับอิสระในการสร้างรถที่แตกต่างจริงๆ (จริงๆ แบบตะโกน) ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นรถที่แทบไม่มีเส้นสายแบบ Ferrari ดั้งเดิมหลงเหลืออยู่เลยสักนิด

 

ดีไซน์ภายนอกของ Luce มาพร้อมแนวคิด “Glass House” ตัวรถทรงลิ่มพร้อมกระจกขนาดใหญ่และชิ้นส่วนแอโรไดนามิกด้านหน้า-หลังแบบลอยตัว ด้านหน้ามาพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ต่อเนื่องไปจนถึงกระจกบังลมหน้า จนทำให้ต้องย้ายใบปัดน้ำฝนมาไว้ที่ขอบทั้ง 2 ข้างแทน ผสมเส้นสายเรียบง่ายแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ ชุดไฟหน้าและกันชนแทบไม่มีกลิ่นอาย Ferrari แบบที่แฟนๆ คุ้นเคย ขณะที่ล้ออัลลอยขนาดมหึมา 23 นิ้วที่คู่หน้า และ 24 นิ้วสำหรับคู่หลัง กลายเป็นล้อขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยติดตั้งในรถโปรดักชันคาร์

 

ด้านข้างตัวรถใช้มือเปิดประตูแบบซ่อนในเสา B-pillar คล้ายกับ Tesla Cybertruck และติดตั้งประตูหลังเปิดแบบ Suicide Doors (หรือประตูตู้กับข้าว) ส่วนด้านท้ายมาในรูปแบบ Fastback Hatchback ที่เปิดยกทั้งบาน Ferrari ระบุว่าได้แรงบันดาลใจจาก 360 Modena และ 458 Italia แต่หลายคนกลับมองเห็นความคล้ายคลึงกับ Nissan Skyline หรือ Chevrolet Impala มากกว่า ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า Luce ถูกออกแบบให้หลุดจากกรอบ Ferrari เดิมอย่างจงใจ

 

มิติตัวถังของ Luce  มีความยาว 5,026 มม. กว้าง 1,999 มม. และสูง 1,544 มม. ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,961 มม. โดยมีความกว้างช่วงล้อหน้า 1,696 มม. และช่วงล้อหลัง 1,690 มม. น้ำหนักตัวรถเปล่าอยู่ที่ 2,260 กก. คิดเป็นอัตราส่วนน้ำหนักต่อต่อแรงม้าอยู่ที่ 2.16 กก./แรงม้า พร้อมการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังในสัดส่วน 47:53 ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 597 ลิตร

 

ภายในห้องโดยสารที่โดดเด่นคือการนำแนวคิดแบบ Apple มาสะท้อนได้ชัดเจนที่สุด พวงมาลัยผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล และมาพร้อมชุดมาตรวัดที่เคลื่อนที่ตามตำแหน่งพวงมาลัยเพื่อให้ข้อมูลอยู่ในสายตาผู้ขับเสมอ Ferrari ยังเลือกผสมปุ่มควบคุมแบบกดหรือโยกได้จริงเข้ากับจอ OLED แทนการใช้จอสัมผัสทั้งหมด 

 

ภาพรวมของห้องโดนสารทำออกมาได้ในสไตล์ Retro-futuristic อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและงานออกแบบแปลกตาไปทุกจุด เช่น กุญแจรถที่ใช้กระจก Corning Gorilla Glass และจอ E Ink รวมถึงระบบเปิดตัว Launch Mode ที่ใช้ “คันดึงเหนือศีรษะ” แทนปุ่มกดธรรมดา ห้องโดยสารยังอัดแน่นด้วยอุปกรณ์หรู ทั้งเบาะนวดไฟฟ้า ระบบเครื่องเสียง 21 ลำโพง ให้กำลังขับสูงสุด 3,000 วัตต์ และระบบควบคุมสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง จนทำให้ Luce ดูเหมือน Ferrari ที่หันมาเจาะตลาด Luxury EV โดยตรง มากกว่าจะเป็นซูเปอร์คาร์สายสนามแบบดั้งเดิม

ถึงแม้จะเป็นรถ EV แต่ Ferrari พยายามรักษาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ไว้ผ่านระบบเสียงที่ไม่ใช่การจำลองเสียงเครื่องยนต์ทั่วไป แต่ใช้เซนเซอร์จับแรงสั่นสะเทือนจริงจากชุดมอเตอร์ แล้วนำมาขยายและปรับแต่งเหมือนการทำงานของกีตาร์ไฟฟ้า ผู้ขับสามารถเพิ่มหรือลดระดับเสียงได้ตามต้องการ พร้อมระบบ Torque Shift ที่สร้างฟีลคล้ายเอนจินเบรกแบบรถสปอร์ตจริงๆ

 

ระบบขับเคลื่อนของ Luce ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกอิสระที่ล้อทั้งสี่ ที่พัฒนาต่อยอดจาก Ferrari F80 ให้กำลังรวม 1,035 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดจากตัวมอเตอร์ 990 นิวตัน-เมตร และแรงบิดที่ส่งลงสู่ล้อสูงสุดถึง 11,500 นิวตัน-เมตร

ชุดมอเตอร์คู่ด้านหน้า (Front E-Axle) ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า แรงบิดที่ล้อ 3,400 นิวตัน-เมตร และแรงบิดจากตัวมอเตอร์ 280 นิวตัน-เมตร รองรับรอบการทำงานสูงสุด 30,000 รอบต่อนาที ส่วนชุดมอเตอร์คู่ด้านหลัง (Rear E-Axle) ให้กำลังสูงสุด 843 แรงม้า แรงบิดที่ล้อ 7,750 นิวตัน-เมตร และแรงบิดจากตัวมอเตอร์ 710 นิวตัน-เมตร รองรับรอบการทำงานสูงสุด 25,500 รอบต่อนาที 

 

ความจุแบตเตอรี่รวม 122 kWh รองรับระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 V และรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 350 kW มีระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ประมาณ 530 กม. ด้านสมรรถนะ อัตราเร่งจาความเร็ว 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลา 2.5 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 310 กม./ชม. 

Ferrari จะเปิดรับจอง Luce ในยุโรปช่วงปลายปีนี้ โดยตั้งราคาเริ่มต้นประมาณ 520,000 ยูโร หรือประมาณ 19,714,760 บาท ขณะที่ตลาดอเมริกาจะต้องรอจนถึงไตรมาส 2 ปี 2027 แม้หลายคนยังตั้งคำถามว่า Ferrari ขุมพลังไฟฟ้าจะยังมี “จิตวิญญาณ Ferrari” แบบเดิมหรือไม่ แต่ Luce ก็ชัดเจนว่ามันไม่ต้องการเป็น Ferrari แบบเก่าอีกต่อไป และกำลังพยายามสร้างนิยามใหม่ให้กับรถม้าลำพองในยุคไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ที่มา: Carscoops