เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 Stellantis ได้แถลงแผนการเปิดตัวรถใหม่ภายในปี 2030 ของแต่ละแบรนด์ ซึ่งกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับรถสมรรถนะสูงอีกครั้ง ภายหลังจากที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ แต่ละแบรนด์ในเครือถูกผลักดันให้เข้าสู่ยุครถ BEV อย่างหนักหน่วง จนแฟนรถอเมริกันจำนวนมากมองว่าคาแรกเตอร์ดั้งเดิมเริ่มเลือนหายไป โดยล่าสุดภายในงาน Investor Day ทั้ง Dodge และ Jeep ต่างประกาศแผนคืนชีพไลน์ SRT รวมถึงเตรียมเปิดตัวรถแรงรุ่นใหม่หลายรุ่นในอนาคต พร้อมยืนยันว่าขุมพลัง HEMI V8 ยังจะยังไม่หายไปไหน แต่จะกลับมาบุกตลาดอีกครั้ง
ฝั่ง Dodge กำลังเปลี่ยนแนวทางกลับสู่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่สร้างชื่อมาจาก muscle car โดยเฉพาะ โปรเจกต์สำคัญคือรถสมรรถนะสูงระดับเริ่มต้นรุ่นใหม่ที่ Tim Kuniskis บอสสาย Performance ของ Dodge เรียกว่าเป็น “ประตูสู่โลกของ muscle car” รถรุ่นนี้จะมาแทน Dodge Hornet รุ่นปัจจุบัน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับแบบอ้อม ๆ ว่าไม่ได้สะท้อนตัวตนของ Dodge อย่างแท้จริง พร้อมคืนชีพชื่อ GLH หรือ “Goes Like Hell” ที่เคยโด่งดังในยุค 1980s กลับมาใช้อีกครั้ง
รายงานระบุว่า GLH ใหม่อาจถูกพัฒนาบนงานวิศวกรรมพื้นฐานใหม่ล่าสุด STLA ของ Stellantis และมีพื้นฐานร่วมกับ Chrysler Airflow ในรูปแบบรถครอสโอเวอร์สมรรถนะสูง โดย Dodge ต้องการทำให้ SUV หรือรถครอบครัวสามารถถ่ายทอดอารมณ์แบบ muscle car ได้เช่นเดียวกับ Charger และ Challenger ในอดีต ที่สำคัญคือจะมีเวอร์ชัน SRT ตามมาในอนาคต ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้มอง SRT เป็นเพียงรุ่นตกแต่ง แต่จะกลับมาเป็นหัวใจหลักของแบรนด์อีกครั้ง
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือรถปริศนาสายโหดที่ Dodge ปล่อยภาพทีเซอร์ออกมา พร้อมสปอยเลอร์หลังขนาดมหึมาชวนให้นึกถึง Dodge Charger Daytona และ Plymouth Superbird ตำนาน NASCAR ยุคทอง Dodge ระบุชัดว่ารถคันนี้ไม่ใช่การนำ Charger มาอัพเกรด ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าแบรนด์กำลังพัฒนารถ muscle car รุ่นพิเศษที่โฟกัสสมรรถนะสุดขั้วโดยเฉพาะ โดยมีข่าวลือว่าอาจใช้ชื่อ Copperhead SRT และอาจกลับมาใช้เครื่องยนต์เบนซิน HEMI V8 อีกครั้งเพื่อรักษาคาแรกเตอร์แบบอเมริกันดั้งเดิมเอาไว้
แม้ Dodge จะเดินหน้าสู่ยุคใหม่ แต่ Charger เจเนอเรชันล่าสุดยังคงเป็นแกนหลักของแบรนด์ ปัจจุบันมีทั้งรุ่น 2 ประตู 4 ประตู เวอร์ชั่นขุมพลังไฟฟ้า และรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน Hurricane 6 สูบเรียงทวินเทอร์โบ แต่ Dodge ยืนยันแล้วว่าจะมี Charger SRT รุ่นใหม่ตามมาอีกอย่างน้อยหนึ่งรุ่น ซึ่งคาดว่าจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน Hellcat V8 ความจุ 6.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศซูเปอร์ชาร์จเจอร์ ให้กำลังสูงสุดถึง 777 แรงม้า แบบเดียวกับ RAM 1500 TRX และ Rumble Bee SRT รุ่นใหม่
ขณะที่ฝั่ง Jeep ก็เตรียมคืนชีพสายลุยสมรรถนะสูงอย่างจริงจัง หนึ่งในรถที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Jeep Wrangler Scrambler SRT ซึ่งจะเป็นการนำชื่อ Scrambler ในตำนานกลับมาอีกครั้งในรูปแบบกระบะสายลุยสมรรถนะสูง โดยใช้พื้นฐานจาก Gladiator แต่ตีความใหม่ให้แตกต่างจากกระบะทั่วไป มาพร้อมตัวถังแบบ Double cab ใช้ประตูขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังเข้าออกสะดวกกว่าเดิม พร้อมฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Off-road
จุดเด่นของ Scrambler SRT คือแนวคิดสาย Outdoor อย่างเต็มรูปแบบ เบาะนั่งแถวหลังสามารถหมุนได้ 180 องศา เพื่อรองรับการตั้งแคมป์หรือใช้งานกลางแจ้ง หลังคาแข็งถอดได้ 3 ชิ้นยังคงเอกลักษณ์แบบ Wrangler เอาไว้ ขณะที่ขุมพลังคาดว่าจะใช้เครื่องยนต์ HEMI V8 ขนาด 6.4 ลิตร แบบเดียวกับ Wrangler 392 ให้กำลังสูงสุด 470 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 637 นิวตัน-เมตร ซึ่งมากพอจะทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในกระบะ Off-road ที่ทั้งดิบและแรงที่สุดของตลาดอเมริกา
นอกจาก Scrambler แล้ว Jeep ยังเตรียมส่ง Grand Cherokee SRT และ Grand Wagoneer SRT รุ่นใหม่กลับมาทำตลาดอีกครั้ง โดยอาจใช้เครื่องยนต์ Hellcat V8 เช่นเดียวกับรถแรงของ Dodge และ RAM รถกลุ่มนี้จะเน้นสมรรถนะบนถนนมากกว่า Off-road แบบ Rubicon พร้อมช่วงล่างสปอร์ต ชุดแต่งดุดัน และภาพลักษณ์ SUV สมรรถนะสูงเต็มตัว ขณะเดียวกัน Jeep Recon ที่เดิมถูกวางให้เป็น EV ล้วน ก็จะมีเวอร์ชันเครื่องยนต์เบนซิน Hurricane 6 สูบเรียงเทอร์โบคู่ตามออกมาด้วย เพื่อเอาใจลูกค้าที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า Stellantis เริ่มรับฟังเสียงแฟนรถชาวอเมริกันมากขึ้น หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงก่อนหน้าว่ามุ่งสู่ EV จนละทิ้งตัวตนดั้งเดิม การคืนชีพ SRT และ HEMI V8 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขแรงม้า แต่คือการนำ “จิตวิญญาณรถอเมริกัน” กลับมาอีกครั้ง และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Dodge และ Jeep กลับมาน่าสนใจในสายตาแฟน Performance Car ทั่วโลกอีกครั้ง
ที่มา: Stellantis
