ขณะที่ตลาดรถกระบะและ PPV บ้านเรากำลังตื่นเต้นกับ Land Cruiser FJ ที่ได้เริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยเมื่อไม่นานมานี้ Toyota ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งจะได้ฤกษ์เปิดตัว Hilux เจเนอเรชันใหม่อย่างเป็นทางการ หลังจากได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ภายใต้ชื่อการค้าใหม่อย่าง TRAVO ถึงแม้ตัวรถเวอร์ชั่นพื้นฐานจะเป็นที่รู้จักเรียบร้อยแล้วทั้งดีไซน์ใหม่ ห้องโดยสารใหม่และโครงสร้างแชสซีส์แบบ Ladder Frame ที่แข็งแรงขึ้น แต่ไฮไลต์สำคัญของเวอร์ชันญี่ปุ่นคือการเปิดตัวชุดแต่งแท้ในรูปแบบ GR Parts และ Modellista ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย
Toyota Hilux ใหม่ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Cyber SUMO” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะปะทะกันของนักซูโม่ในช่วงเริ่มการแข่งขัน ส่งผลให้ด้านหน้ารถมีบุคลิกที่แข็งแกร่ง ดุดัน และทรงพลังมากขึ้น ผ่านเส้นสายของซุ้มล้อ กระจังหน้า และกันชนที่ออกแบบให้มีมิติชัดเจน โดยวางจำหน่ายในญี่ปุ่น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Z และ Z Adventure ขณะที่รุ่น Z Adventure เพิ่มความแตกต่างด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าล่างสไตล์ออฟโรดและสปอร์ตบาร์ด้านท้าย ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความบึกบึนและความพร้อมสำหรับการผจญภัยมากยิ่งขึ้น
Toyota ยังคงรักษาจุดเด่นด้านความอเนกประสงค์ของ Hilux เอาไว้ด้วยตัวถังขนาด 5,325 x 1,885 x 1,865 มิลลิเมตร พร้อมพื้นที่กระบะท้ายที่แยกจากห้องโดยสาร รองรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง โดยสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 500 กิโลกรัม และมีพื้นกระบะเรียบเพื่อความสะดวกในการจัดวางสัมภาระ นอกจากนี้ยังออกแบบความสูงของกระบะท้ายเมื่อเปิดฝาให้อยู่ที่ 845 มิลลิเมตร พร้อมติดตั้งบันไดเหยียบบริเวณมุมท้ายซ้ายและขวา ช่วยให้การขึ้นลงหรือหยิบสัมภาระจากกระบะทำได้ง่ายขึ้น

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่โดยเน้นการใช้งานจริงและความสะดวกสบายในทุกสภาพเส้นทาง แผงคอนโซลหน้าวางในแนวนอนเพื่อให้ผู้ขับขี่รับรู้ตำแหน่งตัวรถได้ง่ายขึ้นแม้ขณะขับขี่แบบออฟโรด พร้อมติดตั้งหน้าจอกลางขนาด 12.3 นิ้ว ขณะที่สวิตช์ควบคุมระบบขับเคลื่อนถูกจัดวางแยกจากระบบปรับอากาศและระบบนำทางอย่างชัดเจน เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและมองเห็นได้สะดวก ไม่รวมไว้ในหน้าจอเหมือนกับรถกระบะจากแดนมังกร
Hilux ใหม่ ได้รับการปรับปรุงความแข็งแรงเพิ่มเติม โดยเพิ่มความหนาของคานเฟรมหลักและจุดเชื่อมตัวถังอีก 36 ตำแหน่ง ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้าง ลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนจากพื้นตัวรถ ส่งผลให้การควบคุมมีความแม่นยำและการขับขี่บนถนนเรียบมีความนุ่มนวลมากขึ้น ขุมพลังยังเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1GD-FTV 4 สูบ ความจุ 2.8 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) ที่ 3,000 – 3,400 รอบ / นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ / นาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time 4WD พร้อมระบบ Multi-Terrain Select และ Multi-Terrain Monitor ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลุยทุกสภาพเส้นทาง
ระบบช่วงล่างได้รับการปรับค่าความแข็งของสปริงและโช้กอัพใหม่ให้เหมาะสมกับโครงสร้างตัวรถที่แข็งแรงขึ้น ขณะที่ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า Electric Power Steering ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ความเร็วต่ำ ลดแรงสะท้อนกลับจากพื้นผิวขรุขระ และเพิ่มเสถียรภาพขณะใช้งานออฟโรด นอกจากนี้ยังติดตั้งเบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชัน Stop Hold ทำงานร่วมกับระบบ Radar Cruise Control แบบ All-Speed เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับทางไกลและการจราจรติดขัด อีกทั้งยังเสริมความปลอดภัยด้วย Toyota Safety Sense เจเนอเรชันล่าสุด และยังเพิ่มระบบช่วยขับขี่ Proactive Driving Assist และระบบเตือนการชนที่สามารถตรวจจับรถสวนทางหรือคนเดินเท้าขณะเลี้ยว พร้อมระบบเชื่อมต่อออนไลน์ผ่าน DCM ที่รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์และระบบความปลอดภัยของรถได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับชุดแต่งจากฝั่ง Modellista มาในคอนเซปต์ “Sophisticated Gear” หรือสไตล์ “Urban Rugged” ที่พยายามผสมความพรีเมียมเข้ากับความดุดันแบบรถสายลุย ตัวรถเพิ่มชิ้นตกแต่งสีดำบริเวณฝากระโปรง ขอบไฟหน้า และฝาท้าย เสริมด้วยชุดกันชนดีไซน์ใหม่พร้อมไฟ LED ในตัว ช่วยให้ Hilux ดูแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานชัดเจน
นอกจากนี้ Modellista ยังเพิ่มแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถทั้งด้านหน้าและหลัง ฝาปิดกระบะท้ายแบบ Hard Tonneau Cover ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สี Olive Matte พร้อมปัดเงาเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์แบบรถแคมป์ปิงสายพรีเมียมมากกว่ารถกระบะใช้งานทั่วไป
Toyota ยังเปิดให้ลูกค้าเลือกออฟชั่นเสริมจุกจิกอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกันรอยมือจับประตู ม่านบังแดด กระจกสี ไฟห้องโดยสาร LED ไปจนถึงหมอนอิง Modellista ที่สามารถพับเป็นกระเป๋า Tote Bag ได้ สะท้อนแนวคิดไลฟ์สไตล์เอาต์ดอร์ที่กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่น
ขณะที่สายซิ่งและสายสปอร์ตจะถูกใจชุดแต่งจาก GR Parts มากกว่า เพราะมาพร้อมกระจังหน้าลาย Honeycomb สีดำ แผ่นบังโคลนโลโก้ GR สีแดงหรือดำ ชุดกันสาดทรงสปอร์ต และปลายท่อไอเสียคู่สเตนเลส เพิ่มภาพลักษณ์แบบรถแข่งให้กับ Hilux อย่างชัดเจน
และถึงแม้ Toyota ยังไม่เปิดตัว Hilux GR Sport รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ แต่ GR Parts ก็มีอุปกรณ์ Performance ให้เลือกติดตั้งแล้ว เช่น ชุด Performance Dampers ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและเพิ่มเสถียรภาพการควบคุม รวมถึง Door Stabilizers ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของตัวถังและตอบสนองพวงมาลัยได้แม่นยำขึ้น
Hilux รุ่นเริ่มต้น Z มาพร้อมจอคู่ขนาด 12.3 นิ้ว พวงมาลัยไฟฟ้า เบาะหนังสังเคราะห์ และระบบ Toyota Safety Sense รุ่นล่าสุด ส่วนรุ่นท็อป Z Adventure จะเพิ่มกันชนหน้าแนวออฟโรด แผ่น Skid Plate ขนาดใหญ่ สปอร์ตบาร์ ล้อสีดำพร้อมยาง All-Terrain และห้องโดยสารตกแต่งโทน Mineral โดยราคาจำหน่ายในญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 4,980,800 เยน หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท และรุ่น Z Adventure ราคา 5,500,000 เยน หรือราว 1.22 ล้านบาท
ที่มา: Toyota
