หลังจากห่างหายจากตลาดรถกระบะในสหรัฐอเมริกามานานกว่า 15 ปี ล่าสุด Mitsubishi Motors ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เตรียมเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ภายใต้แผนธุรกิจระยะกลาง 5 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการกลับมาสร้างตัวตนในตลาดสหรัฐฯ อีกครั้ง

 

ปัจจุบัน Mitsubishi มีรถจำหน่ายในสหรัฐฯ เพียงไม่กี่รุ่น ได้แก่ Outlander Outlander PHEV Eclipse Cross และ Outlander Sport ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมีอายุการตลาดเข้าใกล้ 10 ปี แล้ว ส่งผลให้ยอดขายปี 2025 อยู่ที่ 94,754 คัน ลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ในเอกสารแผนธุรกิจที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา Mitsubishi ระบุชัดเจนว่ากำลังดำเนินโครงการ “New Pickup Collaboration Project from Nissan” หรือโครงการพัฒนารถกระบะร่วมกับ Nissan Motor ซึ่งจะเป็นรถกระบะรุ่นแรกของแบรนด์ในสหรัฐฯ นับตั้งแต่การยุติการจำหน่าย Mitsubishi Raider ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Dodge Dakota เมื่อช่วงทศวรรษ 2000

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับการที่ Nissan กำลังพัฒนา Frontier เจเนอเรชันใหม่ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ารถกระบะ Mitsubishi รุ่นใหม่จะใช้โครงสร้างร่วมกับ Frontier แต่ได้รับการปรับแต่งดีไซน์ เทคโนโลยี และระบบขับเคลื่อนในแบบฉบับของ Mitsubishi เอง มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนโลโก้เพียงอย่างเดียว

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการกลับมาของชื่อ “Endeavour” หลัง Mitsubishi ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าชื่อนี้อาจถูกนำกลับมาใช้กับรถกระบะหรือ SUV รุ่นใหม่ในอนาคต

ภายใต้แผนธุรกิจใหม่ Mitsubishi จะแบ่งสายผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ASEAN Product Group สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศกำลังพัฒนา และ Off-Road Product Group สำหรับตลาดโลก โดยเฉพาะอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และภูมิภาคอื่น ๆ ที่ต้องการรถสายลุยมากขึ้น

สำหรับภูมิภาคอาเซียนซึ่งยังเป็นตลาดหลักของ Mitsubishi จะยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเตรียมเปิดตัวรถ Off-Road รุ่นใหม่หลายรุ่น รวมถึง Xpander เจเนอเรชันที่ 2 ขณะที่ความร่วมมือกับ Nissan และ Renault จะทำให้มีรถใหม่แบบ Rebadge เพิ่มอีก 5 รุ่น ทั้งรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้า รถกระบะ และ Kei EV สำหรับตลาดญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Mitsubishi กำลังเดินเกมรุกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เพื่อกลับมาสร้างบทบาทในตลาดโลกอีกครั้ง ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง 2 แบรนด์

ที่มา: Autoblog