เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 Bentley ได้เปิดตัวรถซีดานเรือธงรุ่นปรับโฉมของ Bentley Flying Spur รุ่นปรับโฉม Minorchange 2026 อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับซีดานหรู 4 ประตูเรือธงของค่ายรถหรูเมืองผู้ดี ด้วยการปรับงานออกแบบภายนอกให้สอดคล้องกับ Continental GT เจเนอเรชันที่ 4 ที่ปรับโฉมไปก่อนหน้า พร้อมเปลี่ยนมาใช้ขุมพลังเบนซิน V8 Plug-in Hybrid ทุกรุ่น


ด้านรูปลักษณ์ของ Flying Spur S แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานด้วยชุดแต่ง Blackline Specification กระจังหน้า Matrix สีดำเงา ตราสัญลักษณ์ Bentley สีดำ กระจกมองข้างสี Beluga Black ชายล่างตัวถังสีดำ ไฟหน้า LED Matrix กรอบรมดำ และปลายท่อไอเสียสีเข้ม ช่วยสร้างภาพลักษณ์ดุดันสมกับบทบาทรุ่นสมรรถนะสูง

ภายนอกออกแบบให่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยไฟหน้าเดี่ยว Single Headlamp เป็นครั้งแรกบนรถซีดาน Bentley นับตั้งแต่ปี 1962 กระจังหน้าผสานรวมเข้ากับกันชนหน้าอย่างแนบเนียน ขณะที่รายละเอียดช่องระบายอากาศบนซุ้มล้อหน้าถูกตัดออก เปลี่ยนเป็นพื้นผิวตัวถังที่เรียบสะอาดมากขึ้น ขณะที่ด้านท้ายมาพร้อมฝาท้ายดีไซน์ใหม่ ชุดไฟท้ายแบบใหม่ และกรอบป้ายทะเบียนสีเดียวกับตัวรถ เสริมด้วยล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 22 นิ้ว


ภายในห้องโดยสาร Bentley เพิ่มทางเลือกเบาะนั่งรวมเป็น 5 รูปแบบ แต่ละชุดใช้เวลาประกอบด้วยมือมากถึง 12 ชั่วโมง สามารถเลือกได้ทั้งลวดลาย Fluted และ Advanced Quilting พร้อมวัสดุระดับพรีเมียมตามมาตรฐานของแบรนด์ โดยรุ่นพิเศษ Virtuoso Collection ยังเพิ่มรายละเอียดตกแต่งสี Champagne Gold ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงระบบเครื่องเสียง Naim for Mulliner ระดับเรือธง
ระบบเครื่องเสียง Naim for Mulliner ซึ่งเคยเป็นออปชันเฉพาะใน Bentley Batur ราคาเกือบ 25,000 ปอนด์ ถูกนำมาต่อยอดสู่ Flying Spur รุ่นใหม่ ประกอบด้วยลำโพง 21 ตำแหน่ง ใช้เทคโนโลยีลำโพงจาก Focal Grand Utopia พร้อมกรวยลำโพงแบบ “M-profile” ที่ให้ความแข็งแรง น้ำหนักเบา และการตอบสนองความถี่ที่แม่นยำยิ่งขึ้น มอบคุณภาพเสียงระดับอ้างอิงสำหรับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การฟังเพลง
ไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของรุ่น Flying Spur S ที่เน้นบุคลิกสปอร์ตมากขึ้น โดยใช้ขุมพลัง High Performance Hybrid เบนซิน V8 4.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged กำลังสุงสุด 519 แรงม้า (PS) ที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 770 นิวตันเมตร ที่ 2,300-4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 190 แรงม้า 450 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Hybrid ความจุ 25.9 kWh
รวมพละกำลังสูงสุดทั้งระบบ 680 แรงม้า (PS) แรงบิด 930 นิวตัน-เมตร เพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับ Flying Spur S รุ่นก่อนหน้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 307 กม./ชม. (191 mph) ถือเป็น Flying Spur S ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Bentley เคยผลิตมา
ระบบช่วงล่างของ Flying Spur S ยกมาจากรุ่น Speed และ Mulliner ประกอบด้วย Bentley Performance Active Chassis ซึ่งรวมเทคโนโลยี Active All-Wheel Drive Torque Vectoring ระบบกันโคลงไฟฟ้า Bentley Dynamic Ride แบบ 48 โวลต์ โช้กอัพ Twin-Valve และ Electronic Limited Slip Differential (eLSD) เป็นครั้งแรกใน Flying Spur S ช่วยยกระดับการควบคุมและสมรรถนะการเข้าโค้งให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
Bentley ยังได้เพิ่มสีตัวถังใหม่ Dark Teal ซึ่งเป็นสีน้ำเงินเมทัลลิกผสมเฉดเขียว ให้ความรู้สึกหรูหราและร่วมสมัย ขณะที่ Flying Spur ใหม่ ได้เปิดรับจองแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยรถล็อตแรกจะเริ่มส่งมอบในหลายประเทศทั่วโลกภายในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 เป็นต้นไป
ที่มา: Bentley
