แบรนด์ Maserati ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Stellantis ที่ทางผู้บริหารไม่เคยกล่าวถึงโครงการขายแบรนด์ออกจากเครือแต่อย่างใด แต่รายงานจาก Automotive News ระบุว่า Stella Li รองประธานบริหารของ BYD ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ทางค่ายได้สนใจแบรนด์ Maserati ในฐานะแบรนด์หรูต่างชาติที่มีศักยภาพ นับว่าเป็นกระแสใหม่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีนอาจเข้าซื้อกิจการแบรนด์หรูจากอิตาลีในอนาคต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Stellantis ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในการฟื้นฟู Maserati ซึ่งมียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แผนธุรกิจล่าสุดของกลุ่มบริษัทกลับให้น้ำหนักกับแบรนด์หลักอย่าง Jeep Ram และ Dodge มากกว่า จึงอาจไม่แปลงหากวันหนึ่ง Stellantis ตัดสินใจลดจำนวนแบรนด์ในเครือ Maserati อาจเป็นตัวเลือกที่ถูกพิจารณาขายออกไปในที่สุด

 

สำหรับ BYD การเข้าถือครอง Maserati อาจมอบประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงฐานการผลิตในยุโรป ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่สหภาพยุโรปกำลังใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทผ่านแบรนด์หรูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี

 

ในทางกลับกัน Maserati เองก็อาจได้รับประโยชน์เช่นกัน หากได้รับการสนับสนุนจาก BYD ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าของโลก ทั้งระบบแบตเตอรี่ Blade Battery สถาปัตยกรรมขุมพลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ และเงินลงทุนจำนวนมหาศาลสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่แบรนด์กำลังต้องการอย่างมากในเวลานี้

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความพยายามของ BYD ในการขยายบทบาทสู่โลกมอเตอร์สปอร์ตระดับสูง โดยมีข่าวลือว่าบริษัทสนใจเข้าสู่การแข่งขัน Formula One World Championship มาอย่างต่อเนื่อง หาก Maserati กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือ BYD จริง ชื่อของแบรนด์อิตาลีอาจถูกนำมาใช้เป็นหัวหอกในโครงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกได้ในอนาคต

 

แม้ดีลระหว่าง BYD และ Maserati อาจยังเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปรายเก่าตัดสินใจปล่อยบางแบรนด์ออกจากพอร์ตธุรกิจในอนาคต ผู้ผลิตจากจีนจะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่พร้อมเข้าซื้อกิจการทันที ไม่ใช่เพียง BYD เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ ที่กำลังมองหาทางยกระดับภาพลักษณ์จากแบรนด์รถยนต์ราคาคุ้มค่า สู่การเป็นเจ้าของตำนานยานยนต์ระดับโลก

ในมุมหนึ่ง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกอย่างชัดเจน เมื่อผู้ผลิตจีนไม่ได้แข่งขันด้วยราคาที่ถูกกว่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคของการลงทุนในเทคโนโลยี คุณภาพ และมรดกทางแบรนด์ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาพที่แบรนด์ยุโรประดับตำนานจำนวนมากอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มทุนจีนในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา: Autoblog