เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 Audi ได้เปิดตัว A6 Allroad quattro เจเนอเรชันใหม่อย่างเป็นทางการ หลังจากหายไปจากตลาดเกือบ 4 ปี ท่ามกลางกระแสความนิยมรถแวกอนยกสูงที่อาจลดลงเห็นได้จากการที่คู่แข่งตรงรุ่นอย่าง V90 Cross Country ได้ถูกถอดออกจากสายพานการผลิตไปก่อนหน้านี้ ขณะที่ A6 Allroad ยังคงจุดเด่นของการเป็นรถ Wagon ยกสูงที่ผสานความอเนกประสงค์ของ SUV เข้ากับสมรรถนะและการขับขี่แบบรถยนต์นั่งเอาไว้ครบถ้วน พร้อมเพิ่มความดุดันด้วยโป่งซุ้มล้อแบบ Widebody ที่ยกมาจาก RS6 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Allroad

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือตัวถังที่กว้างขึ้นอย่างมาก โดย Audi ระบุว่า A6 Allroad ใหม่มีความกว้างถึง 1,986 มิลลิเมตร มากกว่า A6 Avant รุ่นปกติถึง 111 มิลลิเมตร และกว้างกว่ารุ่น Allroad เดิมอีก 84 มิลลิเมตร เสริมด้วยกันชนเฉพาะรุ่น กระจังหน้าลายรังผึ้ง ชิ้นตกแต่งซุ้มล้อและชายล่างสีดำด้าน รวมถึงแผ่นกันกระแทกด้านท้ายที่ผสานเข้ากับดิฟฟิวเซอร์อย่างลงตัว

 

ระบบไฟส่องสว่างได้รับการอัปเกรดด้วย Digital Matrix LED Headlights ที่สามารถฉายเส้นขอบช่องทางเดินรถหรือสัญลักษณ์เตือนพื้นผิวถนนลื่นลงบนถนนด้านหน้า ขณะที่ไฟท้าย Digital OLED 2.0 สามารถแสดงสัญลักษณ์เตือนแก่ผู้ใช้ถนนคันอื่นได้ ล้ออัลลอยติดตั้งขนาด 19 นิ้วเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และมีขนาดใหญ่สุดถึง 21 นิ้วให้เลือก

 

 

ภายในห้องโดยสารยกชุดเทคโนโลยีจาก A6 รุ่นใหม่มาใช้อย่างครบถ้วน ประกอบด้วยหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 11.9 นิ้ว หน้าจอกลางระบบ Infotainment ขนาด 14.5 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 10.9 นิ้วเป็นออปชัน เสริมด้วยอุปกรณ์หรูหราอย่างระบบปรับอากาศ 4 โซน หลังคากระจก Panoramic ปรับความทึบแสงได้ เบาะนั่งพร้อมระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และนวดไฟฟ้า

พื้นที่ใช้งานยังคงเป็นจุดแข็งของตัวถัง Avant โดยรุ่นดีเซลมีความจุสัมภาระ 466-1,497 ลิตร ส่วนรุ่น Plug-in Hybrid อยู่ที่ 404-1,423 ลิตร เนื่องจากต้องแบ่งพื้นที่ให้แบตเตอรี่

 

ด้านขุมพลังถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Allroad ที่มีทางเลือกแบบ Plug-in Hybrid โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 362 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 25.9 kWh รองรับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 95 กิโลเมตร และชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC 11 kW จาก 0-100% ได้ภายในประมาณ 2.5 ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 5.5 วินาที

 

อีกทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซล V6 TDI ความจุ 3.0 ลิตร พร้อมระบบ Mild Hybrid 48V ให้กำลังสูงสุด 295 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 580 นิวตัน-เมตร โดยระบบไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังได้อีก 24 แรงม้า รุ่นดีเซลยังมีสมรรถนะเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 5.4 วินาที พร้อมความสามารถในการลากจูงสูงสุด 2,500 กิโลกรัม ขณะที่ทั้งสองรุ่นจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 250 กม./ชม.

 

หัวใจสำคัญของ Allroad ยังคงอยู่ที่ระบบช่วงล่างถุงลม Adaptive Air Suspension ซึ่งยกความสูงตัวรถเพิ่มขึ้นจาก A6 Avant ปกติ 34 มิลลิเมตรในโหมดปกติ และสามารถปรับเพิ่มได้อีกสูงสุด 20 มิลลิเมตรในโหมด Lift สำหรับการขับขี่ทางทุรกันดาร ขณะที่โหมด Dynamic จะลดความสูงตัวรถลง 20 มิลลิเมตรเพื่อเพิ่มความเฉียบคมในการควบคุม และเมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. ระบบจะปรับลดตัวรถลงอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์

 

อีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่คือระบบเลี้ยวล้อหลัง (All-Wheel Steering) ที่สามารถหักล้อหลังสวนทางกับล้อหน้าได้สูงสุด 5 องศาในความเร็วต่ำ ช่วยลดวงเลี้ยวลงได้ถึง 1 เมตร และหักไปในทิศทางเดียวกันกับล้อหน้าเมื่อใช้ความเร็วสูงเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่

 

Audi เปิดรับจอง A6 Allroad quattro ในยุโรปตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายนนี้ โดยมีราคาเริ่มต้นในเยอรมนีที่ 77,250 ยูโร (ประมาณ 3.1 ล้านบาท) สำหรับรุ่น V6 TDI และ 80,250 ยูโร (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) สำหรับรุ่น e-hybrid พร้อมเริ่มส่งมอบรถภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

ที่มา: Carscoops