เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 Mercedes-AMG ได้เปิดตัว GLE 63 S 4MATIC+ และ GLS 63 4MATIC+ รุ่นปรับโฉม Facelift อย่างเป็นทางการ โดยยังคงจุดขายสำคัญอย่างขุมพลัง V8 เอาไว้เช่นเดิม แต่ได้รับการปรับปรุงงานวิศวกรรมครั้งใหญ่ เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านมลพิษในอนาคต พร้อมเพิ่มสมรรถนะการตอบสนองและบุคลิกการขับขี่ให้มีความเป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น หัวใจสำคัญอยู่ที่เครื่องยนต์รหัส M177 EVO รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่ง ยังคงให้กำลังเทียบเท่ารุ่นเดิม แต่ได้รับการปรับปรุงรายละเอียดทางวิศวกรรมหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวฉีดใหม่ ท่อไอดีและไอเสียที่ออกแบบใหม่ เพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีแบบใหม่ รวมถึงการปรับปรุงชุด Turbocharger
ด้านการออกแบบภายนอกมีการปรับรายละเอียดเล็กน้อยให้ดูดุดันขึ้น โดย GLE 63 S ใช้กระจังหน้า AMG Panamericana Grille สีดำพร้อมช่องรับอากาศดีไซน์ใหม่ ขณะที่ GLS 63 ยังคงเลือกใช้กระจังหน้าโครเมียมในสไตล์หรูหรา ล้ออัลลอยมีขนาดสูงสุด 22 นิ้วสำหรับ GLE และ 23 นิ้วสำหรับ GLS พร้อมปลายท่อไอเสีย 4 ท่อ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถตระกูล AMG
ภายในห้องโดยสารติดตั้งระบบปฏิบัติการ MB.OS รุ่นล่าสุด พร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง รองรับการแสดงข้อมูลสมรรถนะเฉพาะของ AMG ไม่ว่าจะเป็นการกระจายแรงบิด ค่า G-Force หรือข้อมูลการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Real-time รวมถึงพวงมาลัย AMG Performance รุ่นใหม่ และทางเลือกวัสดุตกแต่ง MANUFAKTUR สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างแบบเฉพาะตัว
ขุมพลังใหม่ของ GLE 63 และ GLS 63 ยังคงเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี พ่วงระบบอัดอากาศแบบ Twin-Turbo ให้กำลังสูงสุด 450 กิโลวัตต์ หรือ 612 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 850 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500-4,500 รอบ/นาที เสริมการทำงานด้วยระบบ Mild Hybrid 48V และ Integrated Starter Generator (ISG) ที่สามารถเพิ่มกำลังได้อีก 23 แรงม้า และแรงบิดอีก 205 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ AMG Speedshift TCT 9G ที่มี 9 จังหวะและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4Matic+ ที่สามารถกระจายแรงบิดได้อย่างแปรผันเต็มรูปแบบ
แม้ตัวเลขกำลังสูงสุดจะเท่ากันกับรุ่นเดิม แต่ Mercedes-AMG ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร Twin-Turbo ครั้งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane Crank ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พบได้ในรถสปอร์ตสมรรถนะสูงหลายรุ่น ช่วยลดโมเมนต์ความเฉื่อย (Rotational Mass) ภายในเครื่องยนต์ ทำให้การตอบสนองของคันเร่งฉับไวขึ้น รอบเครื่องยนต์ไต่ขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม พร้อมมอบคาแรกเตอร์การขับขี่ที่ดุดันและเร้าใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของไอเสียเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านมลพิษที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
ด้านสมรรถนะ GLE 63 S ทั้งตัวถัง SUV และ Coupe สามารถเร่งจากความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 3.9 วินาที ขณะที่ GLS 63 ซึ่งมีขนาดตัวถังใหญ่กว่าใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด Top Speed ถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่ากันทั้งคู่
นอกจากการปรับปรุงเครื่องยนต์แล้ว Mercedes-AMG ยังพัฒนาระบบท่อไอเสีย AMG Performance Exhaust System ใหม่ ซึ่งสามารถปรับระดับเสียงได้ตามโหมดการขับขี่ ตั้งแต่โหมด Comfort ที่ให้เสียงสุภาพ ไปจนถึง Sport+ ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V8 ได้อย่างเต็มอารมณ์

ช่วงล่างยังคงใช้ระบบ AMG RIDE CONTROL+ แบบถุงลม Air Suspension พร้อม Adaptive Damping ที่สามารถปรับบุคลิกได้ตั้งแต่เน้นความนุ่มนวลสำหรับการเดินทางไกล ไปจนถึงการตอบสนองแบบสปอร์ตเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ในโหมด Trail ยังสามารถยกความสูงตัวรถเพิ่มขึ้นได้ถึง 55 มิลลิเมตร สำหรับการใช้งานบนเส้นทาง Off-road
เสริมด้วยระบบ AMG ACTIVE RIDE CONTROL ซึ่งใช้เหล็กกันโคลงไฟฟ้าควบคุมการโคลงตัวของตัวถังแบบ Active ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC+ และเฟืองท้ายไฟฟ้า AMG Rear Axle Locking Differential ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมและการถ่ายทอดกำลังในทุกสภาพการขับขี่
การปรับโฉมครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า Mercedes-AMG ยังไม่พร้อมบอกลาเครื่องยนต์ V8 ในเร็ววัน โดยขุมพลังรหัส M177 EVO รุ่นใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถผ่านข้อกำหนดด้านมลพิษในอนาคตได้ พร้อมรักษาเอกลักษณ์สำคัญของแบรนด์เอาไว้ ทั้งเสียงเครื่องยนต์ พละกำลัง และอารมณ์การขับขี่แบบ AMG
ที่มา: Mercedes-Benz
