Nissan เปิดตัว LEAF NISMO อย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น พร้อมเริ่มวางจำหน่ายทันที โดยพัฒนาบนพื้นฐานของ LEAF เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2026 และมาพร้อมงานวิศวกรรมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ช่วยเพิ่มทั้งระยะทางวิ่ง สมรรถนะ และเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูง นอกจากนี้ LEAF ยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 700,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2010
LEAF NISMO ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Agile Intelligent Sport Crossover” ถ่ายทอด DNA จากรถแข่งของ NISMO สู่รถใช้งานประจำวัน โดยทีมวิศวกรปรับจูนช่วงล่างใหม่ทั้งหมด ทั้งสปริง เหล็กกันโคลง และบูชช่วงล่างเฉพาะรุ่น พร้อมติดตั้งโช้กอัพ Swing Valve แบบเดียวกับ X-Trail NISMO เพื่อเพิ่มความแม่นยำของพวงมาลัย ลดอาการโคลงตัวช่วงเริ่มเข้าโค้ง และรักษาความนุ่มนวลเมื่อวิ่งบนพื้นผิวถนนที่หลากหลาย
ภายนอกได้รับการออกแบบตามแนวคิด “Design for Performance” ด้วยกันชนหน้าใหม่ที่มีช่องนำอากาศเพื่อลดแรงต้าน ลิ้นข้างตัวรถช่วยเน้นจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ กันชนท้ายพร้อมดิฟฟิวเซอร์ทรงเรือและสปอยเลอร์ท้ายแบบ Ducktail ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดอากาศโดยไม่เพิ่มแรงต้านลม เสริมด้วยเส้นสายสีแดง Arterial Magma รอบคัน กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมแถบสีแดง และล้ออัลลอยจาก Enkei ลายเฉพาะรุ่นขนาด 19 นิ้ว จับคู่กับยาง Michelin Pilot Sport 5 เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและเสถียรภาพในการขับขี่
ห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำตัดแดง พร้อมรายละเอียดเฉพาะของ NISMO ทั้งมาตรวัด แผงคอนโซล และปุ่มสตาร์ต พวงมาลัยหุ้มวัสดุ TailorFit™ ให้สัมผัสใกล้เคียงหนัง Nappa พร้อมแถบแดงกึ่งกลางและด้ายเย็บสีแดง เบาะคู่หน้าปักโลโก้ NISMO พร้อมรูระบายอากาศสีแดง และในรุ่น B7 NISMO RECARO ยังติดตั้งเบาะสปอร์ต RECARO ที่นอกจากจะปรับด้วยไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความกระชับและความสบายในการขับขี่แล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักลงอีก 20 กิโลกรัมด้วย
ด้านระบบขับเคลื่อน LEAF NISMO มีให้เลือก 2 ขุมพลัง ได้แก่ รุ่น B7 NISMO พละกำลังสูงสุด 218 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 355 นิวตัน-เมตร และรุ่น B5 NISMO พละกำลังสูงสุด 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 345 นิวตัน-เมตร โดย Nissan ได้ปรับจูนโหมดการขับขี่ใหม่ ทั้ง Standard ECO และ Sport ซึ่งโหมด Sport ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น NISMO Mode เพื่อให้การตอบสนองของคันเร่งเป็นเส้นตรงและเร้าใจมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งความพิเศษคือ LEAF NISMO เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ NISMO ที่ติดตั้ง แป้น Paddle Shift สำหรับควบคุมแรงหน่วงจากระบบ Regenerative Braking โดยสามารถปรับได้ 4 ระดับ ซึ่ง Nissan ปรับลดแรงหน่วงในระดับ 1 และเพิ่มแรงหน่วงในระดับ 2-4 เมื่อเทียบกับ LEAF รุ่นมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้สนุกและมีส่วนร่วมกับการขับขี่มากขึ้น
สำหรับตลาดญี่ปุ่น LEAF NISMO มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ B5 NISMO, B7 NISMO และ B7 NISMO RECARO โดยมีราคาจำหน่ายสำหรับรุ่น B5 NISMO เริ่มต้นที่ 6,601,100 เยน (ประมาณ 1,367,452 บาท) และ 6,952,000 เยน (ประมาณ 1,440,016 บาท) สำหรับ B7 NISMO และ 7,227,000 เยน (ประมาณ 1,496,979 บาท) สำหรับรุ่นท็อป B7 NISMO RECARO ซึ่งสะท้อนบทบาทของ LEAF NISMO ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ที่ผสานเทคโนโลยี EV เข้ากับเอกลักษณ์การขับขี่แบบ NISMO ได้อย่างลงตัว
ที่มา: Nissan
