เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 Mercedes-Benz เปิดตัว GLA รุ่นใหม่ เจเนอเรชันที่ 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ให้พรีเมียมกว่าเดิมทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงเพิ่มทางเลือกขุมพลังทั้ง ไฟฟ้า (EV) และ ไฮบริด (Hybrid) โดยรุ่นไฟฟ้าจะเริ่มวางจำหน่ายก่อน ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2027
ภายนอกของ GLA ใหม่ได้รับการออกแบบให้หรูหราและทันสมัยกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ “Iconic Grille” ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถติดตั้งระบบไฟส่องสว่างเป็นออปชั่นเสริมได้ ขนาบด้วยไฟหน้า LED มาตรฐานที่ตกแต่งลวดลายดาวโครเมียม ส่วนรุ่นที่ติดตั้งไฟ Multibeam LED จะได้รับไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) รูปดาวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
ด้านข้างตัวรถโดดเด่นด้วยเส้นสายที่ผสมผสานระหว่าง GLC และ GLA ตัวก่อนหน้า มือจับประตูแบบเรียบgoupoเสมอตัวถัง (Flush Door Handle) ซุ้มล้อสีดำขนาดใหญ่ และโป่งล้อหลังที่ดูแข็งแกร่ง ล้ออัลลอยมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 18-20 นิ้ว ขณะที่ด้านท้ายย้ายตำแหน่งป้ายทะเบียนลงมาไว้บนกันชน พร้อมไฟท้ายทรงเหลี่ยมที่เชื่อมต่อกันด้วยแถบไฟแนวนอน เพิ่มความทันสมัยและช่วยให้ตัวรถดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
Mercedes ยังเตรียมแพ็กเกจตกแต่งหลายรูปแบบ ทั้ง AMG Line / AMG Line Plus และ Night Edition โดยรุ่น Night Edition จะมาพร้อมสีตัวถัง Cosmos Black Magno ตัดกับชิ้นส่วนสีดำเงา ล้ออัลลอยสีดำขนาด 20 นิ้ว เบาะนั่งสปอร์ตทูโทน และวัสดุตกแต่งภายในโทน Dark Shadow
ขณะที่มิติตัวรถมีความยาว 4,565 มม. กว้าง 1,873 มม. สูง 1,604 มม. และฐานล้อยาว 2,790 มม. ซึ่งยาวกว่ารุ่นเดิม 155 มม. และฐานล้อยาวขึ้นอีก 61 มม. ส่งผลให้สัดส่วนโดยรวมดูสง่างามและมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น
ห้องโดยสารได้รับการถ่ายทอดแนวคิดมาจาก CLA รุ่นใหม่ ติดตั้งมาตรวัด Full Digital ขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment ขนาด 14 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมพื้นที่ด้านหน้าผู้โดยสารที่ตกแต่งด้วยตราดาว Mercedes-Benz ขณะที่ออฟชั่นอุปกรณ์ครบครันสามารถเลือกติดตั้ง MBUX Superscreen ซึ่งเพิ่มหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14 นิ้ว รองรับแอปพลิเคชันมากกว่า 40 รายการ เช่น Disney+ และ YouTube
นอกจากนี้ยังมีออปชันระดับพรีเมียมอย่างหลังคากระจก Sky Control Panoramic Roof ที่สามารถปรับความโปร่งใสจากใสเป็นทึบได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที รวมถึงระบบเครื่องเสียง Burmester 3D Surround Sound พร้อมลำโพง 16 ตำแหน่ง เพื่อมอบประสบการณ์ด้านความบันเทิงที่เหนือกว่า ขณะที่การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารยังเน้นความเรียบหรูและใช้งานได้สะดวกตามแนวทางรถยนต์ยุคใหม่ของ Mercedes-Benz
จากการขยายมิติตัวรถ ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น โดยผู้โดยสารตอนหน้ามีพื้นที่วางขาเพิ่มขึ้น 7 มม. ส่วนผู้โดยสารตอนหลังมีพื้นที่วางขาเพิ่มสูงสุด 38 มม. และพื้นที่เหนือศีรษะเพิ่มอีก 24 มม. พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 410 ลิตร เพิ่มขึ้น 70 ลิตร และสามารถขยายเป็น 1,400 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลง ขณะที่รุ่นไฟฟ้ายังมีช่องเก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) ความจุ 107 ลิตร เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
ด้านขุมพลังไฟฟ้าเริ่มต้นด้วย GLA 200 Electric ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวติดตั้งที่เพลาล้อคู่หลัง ให้กำลัง 221 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับ แบตเตอรี่ LFP ความจุ 58 kWh ให้อัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. พร้อมระยะทางวิ่งตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดที่ 394-447 กิโลเมตร รองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC กำลังไฟสูงสุด 200 kW ชาร์จจาก 10-80% ได้ในประมาณ 20 นาที หรือชาร์จเพียง 10 นาที สามารถวิ่งได้ไกลถึง 165 กิโลเมตร
ขณะที่รุ่น GLA 250+ Electric เพิ่มกำลังมอเตอร์เป็น 268 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่เปลี่ยนเป็นแบบ NMC ความจุ 85 kWh ให้อัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.3 วินาที และมีระยะทางวิ่งสูงถึง 577-657 กิโลเมตร รองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC กำลังไฟสูงสุด 320 kW ซึ่งสามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 270 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 10 นาที
ส่วนรุ่นสูงสุด GLA 350 4MATIC Electric ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้กำลังรวม 349 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 515 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 5.4 วินาที และมีระยะทางวิ่งสูงสุด 555-643 กิโลเมตร โดยตลาดสหรัฐฯ จะจำหน่ายเฉพาะรุ่น 250+ และ 350 4MATIC พร้อมเตรียมเพิ่มรุ่นแบตเตอรี่ 71 kWh เป็นทางเลือกเพิ่มเติมในปี 2027
นอกจากรุ่นขุมพลังไฟฟ้าล้วนแล้ว Mercedes-Benz ยังยืนยันว่าจะมี GLA ขุมพลัง Full Hybrid ทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ความจุ 1.3 kWh และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 30 แรงม้า ที่ติดตั้งรวมอยู่ในเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 จังหวะ คาดว่าจะใช้ระบบเดียวกันกับ CLA รุ่นใหม่ โดยอาจแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ GLA 200 Hybrid กำลังรวม 190 แรงม้า และ GLA 220 Hybrid กำลังรวม 217 แรงม้า
GLA รุ่นใหม่ยังมาพร้อมระบบช่วยขับขี่ MB.Drive Assist ที่รองรับการขับขี่กึ่งอัตโนมัติระดับ Level 2 พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุดของ Mercedes-Benz ช่วยเพิ่มทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง โดยการเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งเปลี่ยนรถยนต์ระดับเริ่มต้นให้มีความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย และรองรับการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต
ที่มา: Carscoops
