Lexus เปิดตัว NX รุ่น Minorchange อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 โดยเตรียมทยอยเปิดตัวในตลาดทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 เป็นต้นไป สำหรับ NX นั้นถือเป็นรถ Compact Crossover SUV รุ่นแรกของ Lexus ที่เปิดตัวในปี 2014 และได้รับความนิยมจากทั้งดีไซน์ที่โดดเด่น การขับขี่คล่องตัวในเมือง และความอเนกประสงค์ โดยมียอดขายสะสมทั่วโลกจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 ประมาณ 1.9 ล้านคัน ในกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค จนกลายเป็นหนึ่งในรุ่นหลักของตระกูล SUV ของ Lexus

 

การปรับโฉมครั้งนี้ Lexus ใช้แนวคิด “DISCOVER YOUR EDGE” เพื่อสื่อถึงการก้าวออกจากกรอบเดิมและเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับ โดยยังรักษาสมดุลระหว่างความสปอร์ตและประโยชน์ใช้สอยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ NX เอาไว้ แต่พัฒนารถให้เหมาะกับยุคยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นด้วย ระบบขับเคลื่อน Hybrid เจเนอเรชันใหม่ รวมถึงการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก ภายใน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ขณะที่ห้องโดยสารยังคงเน้นบรรยากาศเรียบง่าย โปร่ง และผ่อนคลาย พร้อมเปิดตัวระบบใหม่ Sensory Concierge ที่ผสานแสงไฟ เสียง อุณหภูมิ และกลิ่นหอม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับอารมณ์ของผู้โดยสาร

 

ด้านดีไซน์ภายนอก NX รุ่นปรับโฉมยังคงแนวคิด VITAL TECH แต่ปรับรายละเอียดให้มีความสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น โดยเน้นตัวถังที่ดูกว้างและเตี้ย พร้อมการผสานองค์ประกอบด้านฟังก์ชันเข้ากับดีไซน์อย่างกลมกลืน กระจังหน้าได้รับการปรับใหม่และเชื่อมต่อกับชุดไฟอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรอบกระจกมองข้างและชิ้นส่วนตกแต่งหลายตำแหน่งเปลี่ยนจากโครเมียมมาเป็นสีดำเพื่อสร้างความดุดันมากขึ้น ไฟหน้ามาพร้อมเส้นไฟ DRL และไฟเลี้ยวแบบเส้นคู่ ส่วนด้านท้ายเป็นครั้งแรกที่ Lexus ใช้ชุดไฟ Double L Signature ที่เชื่อมกับโลโก้ Lexus ส่องสว่าง เพื่อเน้นความกว้างและความเตี้ยของตัวรถ พร้อมสีตัวถังรวม 9 สี และเพิ่มสีใหม่ Sonic Tellus รวมถึง Titanium Carbide Gray สำหรับรุ่น F SPORT

 

Lexus NX รุ่นปรับโฉมยังคงมีมิติตัวถังในระดับเดิม โดยมีความยาว 4,690 มม. เพิ่มขึ้น 30 มม. จากรุ่นก่อนหน้า ขณะที่ความกว้าง 1,865 มม. ความสูง 1,660 มม. และระยะฐานล้อ 2,690 มม. เท่ากับรุ่นก่อนปรับโฉม น้ำหนักตัวแบบไม่รวมผู้โดยสารแตกต่างกันตามระบบขับเคลื่อน ตั้งแต่ 1,690-2,130 กก. สำหรับรุ่น 300h 350h และ 450h+ ตามลำดับ ส่วนยางมีขนาดตั้งแต่ 235/60 R18 ไปจนถึง 235/50 R20 รองรับทั้งการใช้งานทั่วไปและรุ่นที่เน้นภาพลักษณ์สปอร์ตมากขึ้น

 

ภายในห้องโดยสาร Lexus ปรับแนวทางไปสู่ความเรียบง่ายและโปร่งมากขึ้น ถืเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ โดยแผงหน้าปัดวางหน้าจอ Digital Meter ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอระบบนำทาง/มัลติมีเดียขนาด 14 นิ้ว เพื่อลดการละสายตาจากถนน พวงมาลัยได้รับการออกแบบใหม่และเพิ่มระบบ Responsive Hidden Switches ที่ซ่อนสวิตช์ไว้ใต้แผงพื้นผิวโปร่งแสง ขณะที่เส้นไฟ Ambient Light พาดต่อเนื่องจากแผงหน้าปัดไปยังแผงประตู ช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบและเพิ่มความรู้สึกว่าห้องโดยสารกว้างขึ้น ส่วนสีภายในมีให้เลือก 5 แบบ พร้อมสีใหม่ Abalos และ Prominence เฉพาะรุ่น F SPORT รวมถึงแผงลำโพงโลหะเจาะรูสำหรับชุดเครื่องเสียง Mark Levinson

 

สำหรับรุ่น F SPORT Lexus เพิ่มรายละเอียดที่เน้นสมรรถนะมากขึ้น ทั้งสปอยเลอร์ใต้กันชนหน้า ชิ้นส่วนบริเวณด้านข้างและท้ายรถที่ออกแบบเฉพาะรุ่น หลังคา ราวหลังคา สปอยเลอร์ และสเกิร์ตตกแต่งด้วย Piano Black พร้อมล้ออะลูมิเนียมน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้วและคาลิเปอร์เบรกสีแดง ส่วนภายในใช้แผงหน้าปัดสีดำทั้งหมดเพื่อสร้างบรรยากาศแบบ Cockpit สำหรับผู้ขับโดยเฉพาะ และเพิ่มตะเข็บตัดสีเพื่อสร้างความสปอร์ต ขณะที่ระบบ Sensory Concierge ซึ่งเป็นไฮไลต์ใหม่สามารถประสานแสง เสียง ระบบปรับอากาศ อุณหภูมิเบาะ และกลิ่นหอมเข้าด้วยกันใน 3 โหมด ได้แก่ Inspire Radiance และ Revitalize พร้อมกลิ่นหอมให้เลือก 5 แบบ เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ภายในรถให้เหมาะกับผู้โดยสาร

 

หัวใจสำคัญของ NX รุ่นใหม่คือระบบ Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด โดยใช้ e-Axle ซึ่งรวมชุดเกียร์ มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมกำลังไฟฟ้า หรือ PCU เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และวางตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ขณะเดียวกันอินเวอร์เตอร์ยังใช้สารกึ่งตัวนำ Silicon Carbide (SiC) ซึ่งมีการสูญเสียพลังงานต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนและลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง พร้อมเพิ่มกำลังจากแบตเตอรี่และปรับการควบคุมมอเตอร์ให้ตอบสนองได้ฉับไวขึ้น ส่งผลให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น

 

ด้านขุมพลัง NX ใหม่มีให้เลือกตั้งแต่ 300h ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร พละกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 150 แรงม้า กับมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังรวม 197 แรงม้า (PS) และสามารถทำอัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 9.2 วินาที 

ขณะที่รุ่น 350h ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร มีทั้งขับเคลื่อนล้อหน้าและ 4 ล้อ AWD พละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดตั้งแต่ 136-184 แรงม้า (PS) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมทั้งระบบ 190-245 แรงม้า (PS) และมีอัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.1-7.8 วินาที 

สำหรับรุ่นท็อป Plug-in Hybrid อย่าง NX 450+ ใช้พื้นฐานจากขุมพลังของรุ่น 350h แต่ได้รับการอัพเกรดแบตเตอรี่ Lithium-ion ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้กำลังเพิ่มขึ้น 8% และความจุเพิ่มขึ้นถึง 30% ในบางตลาด และมีระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนมากกว่า 100-140 กม. พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว DC Fast Charging ที่ช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จ และเพิ่มฝาปิดช่องชาร์จแบบไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการใช้งาน นอกจากนี้ Lexus ยังเปลี่ยนการจัดวางเซลล์แบตเตอรี่จากเดิมที่เรียงตามแนวยาวเป็นแนวขวาง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงด้านข้างของตัวถัง และสามารถติดตั้งแบตเตอรี่ให้ต่ำลง ซึ่งช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงและเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่

ระบบช่วงล่างได้รับการปรับแต่งใหม่ โดยใช้โช้คอัพที่ติดตั้งวาล์วสำหรับความเร็วต่ำพิเศษ ช่วยตอบสนองต่อการขยับตัวเพียงเล็กน้อยของช่วงล่างได้รวดเร็ว ขณะที่ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าได้รับการจูนใหม่ร่วมกับพวงมาลัยที่ลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลงเหลือ 360 มม. และใช้ Variable Rack Gear เพื่อให้การบังคับเลี้ยวตอบสนองเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังปรับการทำงานของคันเร่งให้เป็นเส้นตรงและควบคุมง่ายขึ้น รวมถึงปรับระบบ E-Four ให้สามารถขับเคลื่อนล้อหลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องแม้ขณะวิ่งทางตรง เพิ่มความมั่นคงและการยึดเกาะบนพื้นผิวลื่น เช่น ถนนหิมะ

 

Lexus ยังยกระดับ Lexus Driving Signature ด้วยการเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างตัวถัง โดยเสริมความแข็งแรงบริเวณด้านหน้าและด้านท้าย เพิ่มคานขวางพื้นตัวถัง และเพิ่มจุดเสริมแรงบริเวณสันอุโมงค์ ส่งผลให้ความแข็งแรงของพื้นตัวถังเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่โครงสร้างบริเวณหอคอยช่วงล่างได้รับการออกแบบใหม่และเพิ่มความแข็งแรงประมาณ 30% การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพียงการควบคุมรถที่แม่นยำขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ลดเสียงรบกวนจากพื้นถนน และปรับคุณภาพการขับขี่โดยรวม

 

ด้านความปลอดภัย NX ใหม่ติดตั้ง Lexus Safety System+ เจเนอเรชันล่าสุด โดยเพิ่มขอบเขตการตรวจจับและมุมมองของเซ็นเซอร์ให้กว้างขึ้น รองรับสถานการณ์ซับซ้อนมากกว่าเดิม ระบบ Radar Cruise Control สามารถชะลอความเร็วได้เร็วขึ้นเมื่อรถคันหน้าเบรกหรือมีรถตัดเข้าช่องทาง พร้อมฟังก์ชัน Eco Drive Mode และระบบลดความเร็วก่อนถึงป้ายหยุด ทางแยก วงเวียน ด่านเก็บเงิน และก่อนเข้าโค้งโดยอาศัยข้อมูลแผนที่ นอกจากนี้ระบบ Lane Change Assist ได้รับการปรับปรุงให้เปลี่ยนเลนราบรื่นขึ้น ระบบ Pre-Collision System ขยายช่วงความเร็วในการตรวจจับรถตัดผ่านทางแยก พร้อมระบบ Driver Monitor ตรวจจับอาการง่วงได้ละเอียดขึ้นและระบบ Driver Emergency Response System ที่สามารถนำรถเข้าจอดไหล่ทางอัตโนมัติเมื่อทำงานบนทางด่วน 

ขณะเดียวกันระบบ Adaptive High-beam ก็มีความแม่นยำขึ้น ระบบ Blind Spot Monitoring สามารถตรวจจับจักรยานและรถจักรยานยนต์ได้ และกล้อง Panoramic View Monitor แบบ 3D ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นรอบคันและจุดอับสายตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถของระบบช่วยขับขี่และ Blind Spot Monitoring ขณะลากพ่วง ทำให้ NX รุ่นใหม่เป็นการปรับโฉมที่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปลักษณ์ แต่ยกระดับทั้งขุมพลัง โครงสร้าง การขับขี่ ความสบาย เทคโนโลยี และความปลอดภัย เพื่อสานต่อความสำเร็จของรุ่นที่มียอดขายสะสมเกือบ 2 ล้านคันทั่วโลก

ที่มา: Lexus