เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 Suzuki Motor Corporation ประกาศแผน “Technology Strategy 2026 for 10 Years Ahead” โดยได้วางแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับช่วง 10 ปีข้างหน้า ภายใต้แนวคิด “Right × Light Mobile Tech” ซึ่งต่อยอดจากแนวคิด “Minimization of Energy” ที่เริ่มขึ้นในปี 2024 และ “Maximization of Essential Value” ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2025 โดย Suzuki ต้องการลดการใช้พลังงานควบคู่กับการเพิ่มคุณค่าที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละตลาดหรือแนวคิด “Just-Right” มากกว่าการใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันทั่วโลก
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์คือแนวทาง Multi-Pathway ที่ Suzuki จะเลือกใช้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนให้เหมาะกับรูปแบบของพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้งานของแต่ละภูมิภาค โดยพิจารณาทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้นตลาดที่มีความพร้อมด้านพลังงานหมุนเวียนและสถานีชาร์จอาจเหมาะกับ BEV ขณะที่บางพื้นที่ยังสามารถใช้ HEV, รถที่ใช้ CNG/CBG หรือเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลางได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าต้นทุนมากกว่า
ในฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า Suzuki จะพัฒนาระบบแบตเตอรี่ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ Battery Pack ระบบจัดการความร้อน และระบบควบคุมการชาร์จ–จ่ายไฟ ก่อนนำระบบพื้นฐานดังกล่าวไปใช้ร่วมกันในรถหลายรุ่น แต่ยังสามารถเลือกขนาดและประเภทแบตเตอรี่ให้เหมาะกับตลาด เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป แนวทางดังกล่าวมาพร้อมแนวคิด “Lean Battery” ซึ่งใช้แบตเตอรี่เท่าที่จำเป็นต่อรูปแบบการใช้งาน เพื่อจำกัดน้ำหนักรถ การใช้ทรัพยากร และต้นทุน โดย Suzuki ระบุว่าจุดแข็งด้านการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กช่วยให้สามารถตอบโจทย์สมรรถนะด้วยแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงได้
ด้านระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า Suzuki ระบุว่า e Axle ของ e SKY ซึ่งเป็นรถ Mini BEV ใช้โครงสร้างแบบ 3-in-1 และบริษัทกำลังพัฒนาระบบ 6-in-1 สำหรับรถ Mini และ A-Segment โดยยังคงขนาดใกล้เคียงเดิม ขณะที่รถ B- และ C-Segment จะใช้ e Axle ที่มีขนาดเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 10% นอกจากนี้ยังพัฒนา e 4WD สำหรับทั้ง BEV และ HEV โดยใช้ชิ้นส่วนและแนวคิดพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการพัฒนาและการลงทุนด้านการผลิต พร้อมมุ่งพัฒนามอเตอร์ที่ไม่ใช้ Heavy Rare Earth เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเพิ่มศักยภาพในการรีไซเคิล
สำหรับระบบ Hybrid ยุคใหม่ Suzuki เตรียมพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะกับขนาดรถ โดยรถ Mini จะใช้ระบบ Hybrid รุ่นใหม่ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างอัตราประหยัดเชื้อเพลิง สมรรถนะ และต้นทุน พร้อมลดการปล่อย CO₂ ได้ประมาณ 15% เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาป ขณะที่รถ Compact จะใช้ Series HEV ซึ่งเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์ขับเคลื่อน (คล้ายกับ e-POWER ของ Nissan) ก่อนจะพัฒนาต่อยอดด้วยระบบชาร์จไฟภายนอกและแบตเตอรี่ขนาดเหมาะสมเป็น “REEV Light” เพื่อเพิ่มระยะทางการใช้งานโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม Suzuki ยังเดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในและเชื้อเพลิงทางเลือกควบคู่กัน โดยเฉพาะ CNG และ CBG ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอินเดีย ปัจจุบันรถ CNG คิดเป็นประมาณ 40% ของยอดขายในอินเดีย และ Suzuki กำลังพัฒนาธุรกิจ Biogas หรือ CBG จากมูลโค โดยโรงงานผลิต Biogas แห่งที่ 3 ในอินเดียเริ่มดำเนินงานเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Japan-India Cooperative Biogas for Growth (CBG) Initiative ที่รัฐบาลญี่ปุ่นและอินเดียเห็นพ้องร่วมกันในเดือนกรกฎาคม 2026 พร้อมนำกากอินทรีย์ที่เหลือจากกระบวนการกลับมาใช้เป็นปุ๋ยในชุมชน เพื่อสร้างระบบหมุนเวียนทรัพยากรในระดับท้องถิ่น
ด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน Suzuki ตั้งเป้าที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนจากระดับประมาณ 40% ไปสู่ 50% ด้วยการลดการสูญเสียจากระบบหล่อเย็น ไอเสีย กลไก และการสูบอากาศ พร้อมพัฒนาเครื่องยนต์ DITC (Direct Injection Turbo) เจเนอเรชันใหม่สำหรับตลาดที่ยังมีความต้องการเครื่องยนต์สันดาป เช่น อินเดีย ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนา Super Ene Charge ซึ่งเป็นระบบ Hybrid รุ่นใหม่ โดยทั้งหมดจะไม่ได้พัฒนาแยกออกจากกัน แต่จะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาผสมผสานให้เหมาะกับตลาดและรูปแบบการใช้งานแต่ละพื้นที่
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือเทคโนโลยีการลดน้ำหนักตัวรถ “S Light” ที่ตั้งเป้าลดน้ำหนักรถยนต์ให้ได้ถึง 100 – 120 กิโลกรัม ภายในปี 2030 โดยใช้วิธีการบริหารจัดการและกระจายแรงกระแทกจากการชนอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะเพิ่มความหนาและโครงสร้างเหล็กเพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้เหล็ก อะลูมิเนียม เรซิน และวัสดุแบตเตอรี่ลงอย่างมหาศาล
ด้านความปลอดภัย Suzuki จะผลักดันระบบ “Just-right ADAS” ผ่านแนวคิด “SDV Right” โดยเลือกเฉพาะฟังก์ชันที่จำเป็นและเหมาะกับสภาพการจราจรของแต่ละประเทศ พร้อมตั้งเป้าให้ระบบ Autonomous Emergency Braking และ Lane Departure Prevention เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ขณะที่ฟังก์ชันด้านความสะดวกสามารถเลือกเพิ่มเติมได้ บริษัทกำลังลดต้นทุนระบบด้วยการใช้กล้องความละเอียดสูงและ AI Chip รวมถึงการผสานกล้อง DMS/OMS เข้ากับระบบ ADAS เพื่อลดการพึ่งพาเซ็นเซอร์บางประเภท นอกจากนี้แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ยังรวมระบบสื่อสาร การจ่ายไฟ และการควบคุมตัวถังไว้ใน Central Zone ECU ซึ่งมีเป้าหมายลดต้นทุนประมาณ 30% และลดน้ำหนักประมาณ 15%
ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Suzuki มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น พรมปูพื้นแบบ Polyester ชิ้นเดียวที่ช่วยลดการปล่อย CO₂ ในขั้นตอนผลิตได้ถึง 70% รวมถึงการเปิดตัวนวัตกรรมสุดล้ำอย่าง “CARBON CAPTURE CARRY” บนรถบรรทุกเล็ก Super Carry ที่ติดตั้งระบบดักจับไอเสีย CO₂ ระหว่างการขับขี่ โดยผลการทดสอบพบว่าการวิ่งระยะทาง 20 กม. สามารถดักจับ CO₂ ได้ราว 1 กก. จากที่ปล่อยออกมาราว 2 กก. ซึ่งเมื่อนำไปใช้ควบคู่กับเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง จะสามารถดันตัวรถไปสู่สภาวะ Carbon Negative หรือดักจับคาร์บอนได้มากกว่าที่ปล่อยออกมาได้จริง

เพื่อรองรับการแข่งขันที่รวดเร็ว Suzuki ตั้งเป้าลดระยะเวลาการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ลงครึ่งหนึ่ง (50%) ภายในปี 2030 พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้นอีก 50% ด้วยระบบวิเคราะห์ดิจิทัล (Digital Engineering) โดยมีประเทศไทยอินเดียรับหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกหลักระดับโลกที่ตั้งเป้ากำลังการผลิตไว้สูงถึง 4 ล้านคันต่อปี สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ Technology Strategy 2026 ของ Suzuki ไม่ได้มุ่งไปที่ทางสายใดสายหนึ่ง แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงและเลือกเทคโนโลยีที่ “ใช่และเบา” เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด
ภาพรวม Technology Strategy 2026 ของ Suzuki จึงไม่ได้มุ่งไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Multi-Pathway ตั้งแต่ BEV, HEV, REEV, CNG, CBG ไปจนถึงเครื่องยนต์สันดาปภายในประสิทธิภาพสูง แล้วเลือกนำมาผสมผสานตามความต้องการของแต่ละตลาด ภายใต้แนวคิด “Right × Light Mobile Tech” ขณะเดียวกันก็เร่งปรับกระบวนการพัฒนาและการผลิต เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าตรงกับการใช้งานจริงในแต่ละมุมโลกได้อย่างรวดเร็ว
ที่มา: Suzuki
