เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2026 Renault เผยโฉม E-Space Concept รถต้นแบบ MPV ขุมพลังไฟฟ้าล้วนที่นำแนวคิดของ Espace รุ่นแรก ซึ่งเปิดตัวในปี 1984 กลับมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ท่ามกลางตลาดรถยนต์ที่ถูกครองพื้นที่โดย SUV ถือเป็นการนำเสนอรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับผู้โดยสาร ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ตามแนวคิด voitures à vivre หรือรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิต
แนวทางการออกแบบของ E-Space Concept เริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ห้องโดยสารให้เป็นหัวใจหลัก ก่อนพัฒนารูปทรงตัวถังภายนอกให้โอบล้อมพื้นที่ดังกล่าว โดยเน้นเส้นสายที่เรียบง่าย ลดรายละเอียดซับซ้อน และเพิ่มพื้นที่กระจกด้านข้างรวมถึงหลังคาเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติและสร้างบรรยากาศโปร่งโล่ง โดย Renault ระบุว่ารถต้นแบบรุ่นนี้เป็นทั้งการรำลึกถึง Espace รุ่นแรก และการแสดงทิศทางการออกแบบรถยนต์สำหรับอนาคตของแบรนด์
ตัวถังมีความยาว 4,700 มิลลิเมตร กว้าง 2,020 มิลลิเมตร และสูง 1,670 มิลลิเมตร สัดส่วนความสูงและความกว้างเมื่อเทียบกับความยาวยังคงเชื่อมโยงกับ Espace รุ่นแรก แต่ปรับให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยระยะยื่นตัวถังด้านหน้าและด้านหลังที่สั้นลง พร้อมล้ออัลลอยขนาด 23 นิ้ว ซึ่งติดตั้งอยู่ใกล้มุมทั้งสี่ของตัวรถ ขณะที่แนวหลังคาและกระจกบังลมหน้าที่ลากยาวต่อจากฝากระโปรงได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงด้านหน้ารถไฟความเร็วสูง TGV ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของ Espace รุ่นปี 1984
ไฟหน้าออกแบบใหม่ โดยมีแถบไฟขนาดใหญ่ล้อมกรอบกระจังหน้าเป็นรูปตัว U พร้อมโลโก้ Renault แบบเรืองแสงบริเวณกึ่งกลางที่ออกแบบให้ดูคล้ายลอยอยู่เหนือพื้นผิว ส่วนท้ายใช้เส้นสายแนวตั้งเพื่อสื่อถึงพื้นที่ใช้สอยและความอเนกประสงค์ พร้อมสปอยเลอร์ด้านบนที่ชวนให้นึกถึง Espace รุ่นที่ 2 และ 3 นอกจากนี้ยังมีสเกิร์ตใต้กันชนหน้าที่สามารถปรับลดระดับลงใกล้พื้นถนน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์เมื่อใช้ความเร็วสูง
ด้านข้างตัวรถใช้แผงสีดำส่วนล่างเพื่อพรางองค์ประกอบทางเทคนิค โดยเปรียบเสมือนฐานสเก็ตบอร์ดที่บรรจุระบบต่าง ๆ รวมถึงแบตเตอรี่และอุปกรณ์ช่วยลดแรงต้านอากาศ แนวสีดำดังกล่าวยังเชื่อมต่อกับการออกแบบล้อเมื่ออยู่ในตำแหน่งแนวเดียวกัน ขณะที่แนวคิดห้องโดยสารกระจกขนาดใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม Bauhaus โดยเฉพาะผลงาน Farnsworth House ของ Ludwig Mies van der Rohe ซึ่งสร้างเสร็จในปี 1951 จุดเด่นคือกระจกด้านข้างและหลังคาที่ทอดลงต่ำกว่าระดับแนวเอวของตัวถัง ทำให้เมื่อมองจากภายนอกสามารถเห็นพื้นที่กระจกต่อเนื่องลงไปด้านหลังแผงตัวถังได้
ห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งแยกอิสระ 6 ที่นั่ง บนพื้นห้องโดยสารแบบเรียบ โดยเบาะออกแบบให้มีเปลือกหุ้มด้านนอกและรูปทรงบางเบา ได้แรงบันดาลใจจากงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์มากกว่าเบาะนั่งในรถยนต์ทั่วไป เบาะแต่ละตัวสามารถหมุนเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ขึ้นลงได้สะดวก ส่วนเบาะแถวที่ 2 สามารถหมุนได้ 180 องศา เพื่อหันหน้าเข้าหาผู้โดยสารแถวที่ 3 และจัดพื้นที่นั่งให้มีลักษณะคล้ายห้องโดยสารรถไฟ TGV นอกจากนี้ยังสามารถพับเบาะแถวที่ 2 ลง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวเป็นโต๊ะขนาดใหญ่สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 ได้อีกด้วย
สำหรับการใช้งานระหว่างเดินทาง เบาะแถวหน้ามีหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วติดตั้งอยู่ด้านหลัง พร้อมโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 ส่วนคอนโซลกลางสามารถเลื่อนไปตามแนวยาวของห้องโดยสาร และอาจติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น เครื่องฟอกอากาศ ตู้เย็นขนาดเล็ก อุปกรณ์ควบคุมเกม และเกมกระดาน Connect 4 เพื่อเพิ่มความบันเทิงให้ผู้โดยสาร ภายในยังใช้วัสดุผ้าบุบริเวณมือจับประตูและรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่น ขณะที่ระบบไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Light ที่จัดเต็มพร้อมด้วยไฟในลำโพง และไฟอ่านหนังสือบนรางกลางหลังคา ช่วยเสริมบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
แผงหน้าปัดมาพร้อมจอแสดงผลแบบโค้งพาดเต็มความกว้างห้องโดยสาร ขนาด 1,130 x 110 มิลลิเมตร ในชื่อ OpenR Panorama ซึ่ง Renault ระบุว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ในเวอร์ชั่นผลิตจำหน่ายจริง ของ Renault Rafale และ Scenic เจเนอเรชันถัดไป หน้าจอหลักทำหน้าที่แสดงข้อมูลการขับขี่แทนแผงหน้าปัดแบบดั้งเดิม และไม่ได้ออกแบบให้รองรับการสัมผัสโดยตรง ส่วนการควบคุมระบบต่าง ๆ ใช้หน้าจอสัมผัสแบบยืดหยุ่น 2 ชุด ซึ่งสามารถหมุนปรับตำแหน่งรอบแกนทรงกระบอกบริเวณพวงมาลัย เพื่อเพิ่มหรือลดข้อมูลที่แสดงผลได้ตามต้องการ
พวงมาลัยมีขนาดกะทัดรัดและใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบ Steer-by-Wire ซึ่งไม่มีการเชื่อมต่อทางกลโดยตรงระหว่างพวงมาลัยกับล้อ ช่วยให้นักออกแบบมีอิสระในการกำหนดรูปทรงมากขึ้น โดยพวงมาลัยติดตั้งชุดควบคุมแบบสัมผัสไว้สำหรับสั่งงานระบบมัลติมีเดีย ขณะที่พื้นที่ด้านล่างแผงหน้าปัดถูกออกแบบใหม่เป็นช่องเก็บของทรงโค้งที่ทอดตลอดความกว้างห้องโดยสาร พร้อมซ่อนกลไกแป้นเหยียบและรองรับคอนโซลกลางแบบเลื่อนได้
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการนำสีสันสดใสกลับมาใช้ในห้องโดยสาร ตามแนวทางการออกแบบของ Renault ในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเลือกใช้เฉดสีแดงตั้งแต่ Scarlet Purple ไปจนถึง Garnet พรมภายในมีความหนา 3 เซนติเมตร พร้อมไล่เฉดจากสี Coral บริเวณกึ่งกลางไปสู่สีเข้มบริเวณรอบนอก ส่วนชิ้นส่วนและปุ่มควบคุมหลายรายการใช้วัสดุโลหะตกแต่งอย่างประณีต ขณะที่โต๊ะพับด้านหลังเบาะหน้าประดับด้วยงาน Marquetry จากฟางแทนไม้ เพื่อเพิ่มความรู้สึกคล้ายงานหัตถศิลป์ระดับพรีเมียม
Renault E-Space Concept จึงเป็นการนำแนวคิด MPV ที่เน้นพื้นที่ใช้สอย ความยืดหยุ่น และการเดินทางร่วมกัน กลับมาตีความใหม่ผ่านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับแสงธรรมชาติ และเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร อย่างไรก็ตาม Renault ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดกำลังขับ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ หรือแผนการผลิตจำหน่ายจริงของรถต้นแบบรุ่นนี้
ที่มา: Renault
