เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 Aston Martin เปิดตัว Valhalla Spider ซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลางลำแบบ Plug-in hybrid รุ่นเปิดประทุน ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Valhalla Coupe รุ่นหลังคาแข็งที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดย Aston Martin ระบุว่า Valhalla Spider เป็นซูเปอร์คาร์เปิดประทุนที่เร็วที่สุดเท่าที่ Aston Martin เคยผลิตมา และเป็นรถยนต์โปรดักชันคาร์วางเครื่องยนต์กลางลำพร้อมห้องโดยสารแบบเปิดโล่งรุ่นแรกของแบรนด์ โจทย์ของการออกแบบรถรุ่นนี้เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มอรรถรสในการขับขี่โดยยังคงสมรรถนะและการควบคุมทั้งบนถนนและสนามแข่งไว้เป็นอย่างดี
การพัฒนา Valhalla Spider ได้รับความร่วมมือจาก Aston Martin Performance Technologies (AMPT) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาด้านเทคนิคของทีม Aston Martin Aramco Formula 1 ทั้งในด้านการควบคุมรถ อากาศพลศาสตร์ และวัสดุ เพื่อยกระดับสมรรถนะของตัวรถให้เหมาะกับการขับขี่แบบเปิดประทุน โดยยังคงเส้นสายตัวถังที่ลื่นไหลตามแบบฉบับ Valhalla Coupe พร้อมระบบหลังคาแบบเปิดได้ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์
หลังคามาตรฐานเป็นผ้าใบสีดำแบบถอดเก็บได้ รองรับการขับขี่แบบเปิดหลังคา และสามารถใช้งานเมื่อปิดหลังคาด้วยความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกหลังคาแข็งที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เป็นอุปกรณ์เสริม เพื่อให้ใช้งานหลังคาปิดได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านความเร็วสูงสุดของรถ ซึ่งถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ Aston Martin ยังระบุว่า Valhalla Spider สามารถทำความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้แม้ขณะเปิดหลังคา จึงได้รับการยกให้เป็นรถเปิดห้องโดยสารที่เร็วที่สุดของแบรนด์
Valhalla Spider ติดตั้งแผงเบี่ยงลมที่ออกแบบขึ้นใหม่ เพื่อควบคุมกระแสลมและเพิ่มความสบายขณะขับขี่แบบเปิดหลังคา ช่วยจัดทิศทางลมบริเวณห้องโดยสารและลดกระแสลมที่ปะทะผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะเดียวกันยังมาพร้อมช่องรับอากาศด้านบนรูปทรงเฉพาะรุ่น Spider และยกสูงขึ้น 35 มิลลิเมตร เมื่อปิดหลังคา แผงจัดระเบียบลมสามารถพับเก็บเป็น 3 ส่วนไว้ในช่องเก็บของบริเวณธรณีประตูขนาด 15 ลิตรได้ นอกจากนี้ ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์แบบแอคทีฟและระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP ยังได้รับการปรับตั้งให้เหมาะกับทั้งการขับขี่แบบเปิดและปิดหลังคา เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพของรถ
โครงสร้างตัวถังใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Valhalla โดย AMPT นำความเชี่ยวชาญจากวงการ Formula 1 มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ส่วนบนและส่วนล่าง ผ่านกระบวนการ Resin-Transfer-Moulding (RTM) ร่วมกับเทคโนโลยีอบขึ้นรูปในหม้อแรงดันหรือ Autoclave ที่ต่อยอดจากมอเตอร์สปอร์ต เพื่อให้ได้ห้องโดยสารที่มีความแข็งแกร่ง น้ำหนักเบา และรองรับความปลอดภัยโดยไม่ลดทอนพื้นที่ใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
Valhalla Spider ยังคงติดตั้งประตูที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์แบบ Dihedral ซึ่งเปิดยกขึ้นด้านบนอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น พร้อมปรับกลไกให้เปิด-ปิดได้ราบรื่นขึ้นและเปลี่ยนเป็นกระจกแบบไร้กรอบ ส่วนเบาะนั่งคาร์บอนไฟเบอร์แบบ Touring Seat เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ ช่วยเพิ่มความสบายและความสะดวกในการเข้า-ออกห้องโดยสารเมื่อปิดหลังคา อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถเลือกใช้เบาะคาร์บอนไฟเบอร์แบบเดิมจาก Valhalla Coupe ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากต้องการการรองรับสรีระที่เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตมากกว่า
ขุมพลังของ Valhalla Spider เป็นระบบ Plug-in hybrid ชุดเดียวกับ Valhalla Coupe เป็นเครื่องยนต์เบนซินวางกลาง แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 750 แรงม้า (PS) ที่ 7,200 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ DCT 8 จังหวะ ส่งกำลังล้อคู่หลัง เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ติดตั้งด้านหน้า 1 ตัว ด้านหลัง 2 ตัว พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 400 โวลต์ ในส่วนของระบบไฟฟ้า กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS)
ให้กำลังรวมสูงสุด 1,079 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตัน-เมตร หัวใจหลักคือเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-plane crank ให้กำลังสูงสุด 828 แรงม้า (PS) โดยมีอัตรากำลังต่อลิตร 207 แรงม้า (PS) ซึ่ง Aston Martin ระบุว่าเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในของแบรนด์ที่มีอัตรากำลังต่อลิตรสูงที่สุดในขณะนี้ ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัวและแบตเตอรี่สมรรถนะสูงช่วยเพิ่มกำลังอีก 251 แรงม้า (PS)
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ผ่านระบบขับเคลื่อนเพลาหน้าไฟฟ้าที่รองรับการกระจายแรงบิดระหว่างล้อซ้ายและขวาแบบอิสระ หรือ Electric Torque Vectoring เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและเสถียรภาพ ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 3 ติดตั้งร่วมกับชุดเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 จังหวะ ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ V8 เพื่อขับเคลื่อนล้อหลังและเฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไม่มีการเชื่อมต่อทางกลระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลัง ระบบ Integrated Vehicle Dynamics Control (IVC) จึงเข้ามาควบคุมการทำงานของระบบช่วงล่าง เบรก พวงมาลัย อากาศพลศาสตร์ และระบบขับเคลื่อนให้ทำงานประสานกัน โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ 4 โหมด
Adrian Hallmark ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Aston Martin กล่าวว่า Valhalla Coupe เป็นรถที่สร้างความก้าวหน้าหลายด้านให้กับแบรนด์ ทั้งการเป็นซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลางรุ่นโปรดักชันคันแรก ระบบ Plug-in Hybrid รุ่นแรก ขณะที่ Valhalla Spider ต่อยอดพื้นฐานดังกล่าวด้วยการเพิ่มประสบการณ์ขับขี่แบบเปิดประทุน โดยยังคงความสามารถในการใช้งานทั้งบนถนนและสนามแข่ง ทั้งนี้ Valhalla Spider มีกำหนดเปิดตัวต่อสาธารณชนทั่วโลกในงาน Concours at Wynn Las Vegas นี้
ที่มา: Aston Martin
