นอกจาก Ford จะปรับแผนกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า ให้มีขนาดเล็กลงจากแผนก่อนหน้าแล้ว Ford ยังปรับแผนหนทางของการผลิตแบตเตอรี่ขึ้นเองด้วย โดยไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียว ตามที่ระบุไว้ในสัญญาที่ทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ CATL ซึ่ง Ford ได้เซ็นสัญญาใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP ของ CATL ตั้งแต่ปี 2023 แต่จะเปลี่ยนไปผลิตแหล่งเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ Grid ในสหรัฐฯ แทน

มีการวิเคราะห์ว่า Ford มีเป้าหมายที่จะผลิตแบตเตอรี่ในราคาต่ำ ซึ่งการเซ็นสัญญากับ CATL ช่วยร่นระยะเวลาในการพัฒนาแบตเตอรี่ขึ้นเองของ Ford ที่อาจใช้เวลานานเป็นทศวรรษ เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ทัดเทียมกับแบตเตอรี่ของ LFP จากจีนในปัจจุบัน นอกจากนั้น การผลิตแบตเตอรี่ขึ้นเองในสหรัฐฯ ยังช่วยลดการขึ้นตรงของสหรัฐฯ ต่อจีนในเรื่องของการนำเข้าแบตเตอรี่ มาจากแดนมังกรด้วย ตรงตามความต้องการของนโยบายรัฐบาล

 

การเซ็นสัญญากับ CATL ทำให้ Ford ต้องประสบปัญหาทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเดิมที Ford มีแผนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในรัฐ Virgina แต่ถูกภาครัฐปฏิเสธ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้เกี่ยวของกับบริษัทจีน ก่อนที่จะต้องย้ายไปตั้งที่รัฐ Michigan และมีแผนเริ่มดำเนินงานในปี 2026 โดย Ford ได้จิกกัดเอาไว้ว่า ‘หากมองจากความต้องการของธุรกิจ กลุ่มพลังงานในสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องสิ้นคิดที่ไม่สนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ภายในสหรัฐฯ เพื่อมาแทนที่การนำเข้าจากประเทศจีน’

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องกำลังการผลิต รวมไปถึงแผนการที่ชัดเจน โดย Ford ระบุว่าได้พูดคุยกับลูกค้าที่มีศักยภาพแล้วหลายราย เพื่อศึกษาตลาดว่ามีความต้องการซื้อเซลส์ สำหรับกักเก็บพลังงานหรือไม่ และคำตอบที่ได้เป็นบวก Ford จึงมั่นใจว่าด้วยประสบการณ์การผลิต ในอุตสาหกรรมใหญ่มายาวนานนับศตวรรษ ประกอบการซื้อเทคโนโลยีมา จะช่วยให้บริษัทสามารถขยายเข้าไปในกลุ่มธุรกิจใหม่นี้ได้

 

ที่มา: carscoops