BYD รายงานยอดขายรถยนต์นั่งทั่วโลกตลอดเดือนธันวาคม 2025 ที่ 414,784 คัน ลดลง 18.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และลดลง 12.7% จากเดือนพฤศจิกายน 2025 นับเป็นการลดลงของยอดขายติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 อย่างไรก็ตาม ยอดขายในต่างประเทศกลับทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ที่ 133,172 คัน เพิ่มขึ้นถึง 133% จากปีก่อน
ในเดือนธันวาคม 2025 ทาง BYD จำหน่ายรถขุมพลังไฟฟ้าล้วนแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ได้มากถึง 190,712 คัน แต่กลับลดลง 8.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2024 ถือเป็นการลดลงแบบปีต่อปีครั้งแรกในปี 2025 และเป็นเพียงครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายรถ Plug-in hybrid (PHEV) อยู่ที่ 224,072 คัน ลดลง 25.7% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025
BYD ยุติการจำหน่ายรถเครื่องยนต์สันดาปล้วน (ICE) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 และมุ่งเน้นเฉพาะรถ BEV และ PHEV เท่านั้น สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV)
สำหรับผลประกอบการตลอดปี 2025 ของ BYD มียอดขายรวม 4,550,036 คัน เพิ่มขึ้น 7.1% จากปี 2024 ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงปี 2021–2023 โดยแบ่งเป็นยอดขาย BEV 2,254,714 คัน เพิ่มขึ้น 27.9% และ PHEV 2,288,709 คัน ลดลง 7.9%
สัดส่วนยอดขาย BEV ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 49.6% ของยอดขายรวม ขณะที่ PHEV อยู่ที่ 50.4% ถือเป็นพัฒนาการสำคัญจากปี 2024 ที่ BEV มีสัดส่วนเพียง 41.5% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้าล้วนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกหนึ่งจุดเด่นคือยอดขายในต่างประเทศ ซึ่ง ทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรก ที่ 1,046,083 คัน เพิ่มขึ้น 150.7% จากปี 2024 กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ BYD ในช่วงที่ตลาดรถจีนเริ่มชะลอตัว
เดิมที BYD ตั้งเป้ายอดขายตลอดปี 2025 ไว้ที่ 5.5 ล้านคัน และเคยมีการคาดการณ์ว่าจะไปถึง 6.5 ล้านคัน แต่ในเดือนกันยายนได้ปรับเป้าลงเหลือ 4.6 ล้านคัน ซึ่งบริษัทสามารถทำได้ใกล้เคียงเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดรถยนต์ในบ้านเกิดปี 2026 จะยิ่งท้าทายยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากยอดขายรถในประเทศจีนเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (แบรนด์ BYD ลดลง 35% ในจีนช่วงเดือนพฤศจิกายน และคาดว่าทั้งปี 2025 จะลดลงมากกว่า 10%) ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเริ่มเข้มงวดกับกลยุทธ์สงครามราคาและผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Geely และ Leapmotor ก็เริ่มวางจำหน่ายรถ BEV ราคาประหยัดที่แข่งขันได้มากขึ้น
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ความสำเร็จของ BYD ในปี 2026 จะพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก และเป็นที่จับตามองว่าจะสามารถรักษาแรงดึงดูดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคนอกประเทศจีนไว้ได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้ชะตาการเติบโตของผู้ผลิตรถ NEV รายใหญ่ที่สุดของจีนต่อไป
