แม้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนจะบุกตลาดต่างๆ ทั่วโลก พร้อมแย่งส่วนแบ่งจากผู้ผลิตรายเดิมได้ไม่น้อย พิสูจน์ได้จากยอดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 87% สวนทางกับยอดขายภายในประเทศจีน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ใหม่ภายในจีนจะลดลง 5% ในปี 2026 ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากเงินสนับสนุนจากภาครัฐเริ่มลดลง และยังมีเรื่องการผลิตมากเกินกว่าความต้องการของตลาดด้วย

South China Morning Post หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในฮ่องกงของ Alibaba Group วิเคราะห์ว่าผู้ผลิตรถยนต์จีนที่ประสบปัญหาขาดทุน อาจต้องลดขนาดหรือปิดกิจการในปี 2026 เป็นจำนวนกว่า 50 ค่าย ซึ่งจริงอยู่ว่าหลายค่ายได้ผลกำไรบ้างจากการส่งออก แต่ค่ายรถยนต์จีนต้องทุ่มเงินมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งขยายฐานผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เป็นเหตุให้หลายค่ายอาจไม่กระแสเงินเหลือมากนัก ในการดำเนินธุรกิจ

 

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีปัจจัยลบที่กัดกร่อนผลกำไรของบริษัทรถยนต์จีน ซึ่งก็คือสงครามราคาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนผลกำไรต่อหน่วยลดน้อยลง สำหรับปัจจัยลบในประเทศจีน อย่างเรื่องเงินอุดหนุนจากภาครัฐกำลังจะลดลงหลายรายการในปีนี้ อย่างการเว้นภาษีจำหน่ายในอัตรา 10% ซึ่งยุติลงแล้วในช่วงสิ้นปี 2025 และปรับลดการเว้นภาษีเหลือ 5% ซึ่งจะมีผลถึงปี 2027 และไม่มีการเว้นภาษีอีกต่อไปในปี 2028

ส่วนเงินชดเชยแลกเปลี่ยนรถยนต์คันเก่ามูลค่า 20,000 หยวน (ราว 89,000 บาท) จะมีการพิจารณาอีกครั้งในเดือนนี้ว่าจะขยายระยะเวลาหรือไม่ ส่วนแบรนด์ที่คาดการณ์ว่ามีโอกาสรอดคือ รายใหญ่อย่าง BYD, Seres และ Li Auto เนื่องจากมีความสามารถในการเจาะตลาดโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต โดยงานวิจัยจาก AlixPartners ยังวิเคราะห์ไว้ด้วยว่าจะมีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนเพียง 10% เท่านั้น ที่จะมีผลกำไรในอนาคต

 

ที่มา: carscoops