เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 Mercedes-Benz ได้เปิดตัว S-Class รุ่นปรับโฉม (Facelift) อย่างเป็นทางการ โดยยังคงบทบาทของการเป็นเรือธงประจำแบรนด์ แต่ครั้งนี้ทิศทางการพัฒนาได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากความหรูหราสงบ เรียบ และเน้นงานฝีมือแบบดั้งเดิม ไปสู่ความหรูหราที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและหน้าจอเป็นศูนย์กลาง ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่คุ้นเคยกับตัวตนเดิม ของ S-Class ต้องใช้เวลาในการปรับตัวไม่น้อย


Mercedes-Benz ระบุว่า S-Class โฉมใหม่นี้มีชิ้นส่วนมากกว่า 50% ที่ถูกพัฒนา ปรับปรุง หรือออกแบบใหม่ เริ่มจากงานออกแบบภายนอกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกระจังหน้าซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นราว 20% และเพิ่มระบบไฟเรืองแสงเป็นครั้งแรก พร้อมลวดลายดาวสามแฉกโครเมียมแบบสามมิติ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ความเป็นแฟลกชิพและความโดดเด่นในทุกมุมมอง
อีกหนึ่งรายละเอียดใหม่ที่สร้างความแตกต่างคือสัญลักษณ์ดาว Mercedes-Benz บนฝากระโปรงหน้าที่สามารถเรืองแสงได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรุ่น S-Class เช่นเดียวกับไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ตกแต่งด้วยลายดาว ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ในเวลากลางคืน แต่ก็ทำให้บุคลิกของรถเปลี่ยนไปจากความสุภาพเรียบหรูแบบเดิมสู่ความหรูหราที่เน้นการแสดงตัวตนมากขึ้น
ด้านทางเลือกการตกแต่ง Mercedes-Benz ขยายความหลากหลายให้ลูกค้าอย่างมาก ผ่านสีตัวถังและล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ รวมถึงโปรแกรม Manufaktur Made to Measure ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถได้อย่างละเอียด ด้วยสีตัวถังมากกว่า 150 สี และตัวเลือกการตกแต่งภายในมากกว่า 400 รูปแบบ สะท้อนกลยุทธ์การตอบโจทย์ลูกค้าระดับบนที่ให้ความสำคัญกับความเฉพาะตัวมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ต้องการภาพลักษณ์สปอร์ต แพ็กเกจ AMG Line ยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญ โดยเพิ่มกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ต พร้อมล้อ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 21 นิ้ว ภายในตกแต่งด้วยพวงมาลัยทรงตัดล่าง แป้นเหยียบสเตนเลส และกราฟิกหน้าจอที่ใช้โทนสีแดง เสริมบรรยากาศให้ S-Class มีความดุดันมากขึ้น โดยยังคงตำแหน่งของรถซีดานหรูระดับสูงเอาไว้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดของ S-Class รุ่นปี 2027 อยู่ที่ห้องโดยสาร ซึ่งนับเป็นการก้าวข้ามแนวคิดความหรูหราแบบดั้งเดิมไปอย่างสิ้นเชิง พื้นผิวไม้ขนาดใหญ่ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ ถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ Full Digital หลายตำแหน่ง ได้แก่ หน้าจอมาตรวัดขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอระบบ Infotainment กลางขนาด 14.4 นิ้ว และหน้าจอผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 12.3 นิ้ว ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมดูทันสมัย ล้ำสมัย แต่ก็ลดทอนความอบอุ่นแบบรถผู้บริหารลงอย่างเห็นได้ชัด
การติดตั้งหน้าจอจำนวนมากทำให้ Mercedes-Benz ต้องออกแบบแดชบอร์ดและคอนโซลกลางใหม่ทั้งหมด โดยเพิ่มแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายแบบคู่ และช่องวางแก้วน้ำแบบเรืองแสง ขณะเดียวกันพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่กลับสวนกระแสเทคโนโลยี ด้วยการนำปุ่มควบคุมแบบกายภาพกลับมาใช้งานอีกครั้ง ทั้งสวิตช์โยกควบคุมระบบช่วยขับ Distronic และลูกกลิ้งปรับระดับเสียง ซึ่งสะท้อนว่าผู้ใช้งานยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติ
S-Class ใหม่อัดแน่นด้วยระบบ Full DIgital ใหม่ เช่น ช่องแอร์ทรงกลมพร้อมระบบควบคุมทิศทางลมด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งสามารถบันทึกตำแหน่งได้ถึง 8 รูปแบบ และปรับอัตโนมัติตามคำสั่งของผู้ใช้งานผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะ MBUX Virtual Assistant ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ ChatGPT และ Microsoft Bing
ด้านผู้โดยสารตอนหลัง S-Class รุ่นปรับโฉมยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น ด้วยระบบความบันเทิงที่ใช้หน้าจอขนาด 13.1 นิ้วแบบใหม่ พร้อมรีโมตควบคุมที่ถอดออกมาใช้งานได้ และกล้องสำหรับการประชุมออนไลน์ผ่าน Microsoft Teams เสริมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าพร้อมระบบทำความร้อน ที่ทำงานร่วมกับเบาะอุ่น ให้ความรู้สึกโอบอุ่นและผ่อนคลายมากขึ้นในทุกการเดินทาง
Mercedes-Benz S-Class 2027 มีตัวเลือกขุมพลังหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่เบนซิน 6 สูบ จนถึง V8 และ Plug-in Hybrid
S 450
- เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ความจุ 3.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้กำลัง 376 แรงม้า และแรงบิด 560 นิวตัน-เมตร จุดเด่นอยู่ที่ความเรียบเนียนของการขับขี่ และการตอบโจทย์การใช้งานแบบรถผู้บริหารอย่างแท้จริง โดยไม่เน้นความหวือหวาด้านตัวเลขสมรรถนะ
S 500
- เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ความจุ 3.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ พร้อมระบบ Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 443 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตัน-เมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เหนือกว่า S 450 อย่างชัดเจน แต่ยังคงเน้นความนุ่มนวลและประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่ารุ่น V8
S 580 4MATIC
- เครื่องยนต์เบนซินรหัส M177 Evo แบบ V8 เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane ความจุ 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Twin-Turbo พร้อมระบบ Mild-Hybrid 48Vจุดเด่นคือการใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane ซึ่งช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์รวดเร็วขึ้น ให้กำลังสูงสุด 530 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่รอบต่ำเพียง 2,500 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน พร้อมการปรับปรุงระบบเทอร์โบและหัวฉีด เพื่อความลื่นไหลและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
S 450 e Plug-in Hybrid
- เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ความจุ 3.0 ลิตร ผสานกำลังเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid และแบตเตอรี่ความจุ 22 kWh ให้พละกำลังรวม 429 แรงม้า และแรงบิด 680 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 5.7 วินาที พร้อมระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 118 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและลดการปล่อยไอเสีย
S 580 e Plug-in Hybrid
- เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ความจุ 3.0 ลิตร ผสานกำลังเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ S 450 e แต่ปรับจูนให้ให้กำลังรวมเพิ่มขึ้นเป็น 577 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.4 วินาที แม้ระยะทางไฟฟ้าล้วนจะลดลงเหลือ 103 กิโลเมตร แต่ยังคงเป็นหนึ่งในซีดานหรูที่แรงและล้ำหน้าที่สุดในกลุ่ม
ที่มา: Carscoops
