เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Tesla ประกาศยุติการผลิต Model S และ Model X เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2026 ที่ผ่านมา Tesla ได้เปิดตัว Model Y รุ่นย่อยใหม่ ในตลาดอเมริกา พร้อมปรับโครงสร้างไลน์อัพครั้งสำคัญ โดยตัดคำว่า “Standard” ออกจากรุ่นพื้นฐาน และเพิ่มรุ่น Model Y All-Wheel Drive เสริมทัพรุ่น RWD ที่ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อ Model Y ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อได้ในราคาถูกลงกว่าเดิมถึง 7,000 เหรียญสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ Model Y รุ่น AWD มีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน แต่การมาถึงของรุ่นใหม่ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานในรัฐที่มีสภาพอากาศหนาวจัด ซึ่งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นสิ่งจำเป็นและยังทำให้ Model Y AWD มีราคาขยับเข้าใกล้คู่แข่งอย่าง Chevrolet Equinox EV มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไลน์อัพ Model Y ยังคงเริ่มต้นที่ราคา 39,990 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Model Y Rear-Wheel Drive อย่างเป็นทางการ ส่วนรุ่นใหม่ Model Y All-Wheel Drive ถูกวางตำแหน่งสูงกว่าเล็กน้อยที่ 41,990 เหรียญสหรัฐฯ โดย Tesla ปัจจุบันมี Model Y ทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ดังนี้
- Rear-Wheel Drive – 39,990 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,264,943 บาท
- All-Wheel Drive – 41,990 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,328,206 บาท (ใหม่)
- Premium Rear-Wheel Drive – 44,990 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,423,101 บาท
- Premium All-Wheel Drive – 48,990 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,549,627 บาท
- Performance – 57,490 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,818,494 บาท
Model Y All-Wheel Drive รุ่นใหม่มาพร้อมสเป็คพื้นฐานเดียวกับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง ไม่ว่าจะเป็นล้อขนาด 18 นิ้ว ลาย Aperture ตัวเลือกสีตัวถังที่จำกัดและห้องโดยสารใช้การตกแต่งด้วยโทนสีดำและวัสดุผ้า นอกจากนี้ยังคาดว่าจะไม่มีออฟชั่นอย่างหลังคากระจก panoramic roof ซึ่งจะมีเฉพาะในรุ่น Premium และ Performance เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นสำคัญของรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD คือการเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าอีกหนึ่งตัว ส่งผลให้สมรรถนะดีขึ้นอย่างชัดเจน สามารถทำอัตราเร่งจากความเร็ว 0-60 ไมล์/ชม. ภายในเวลา 4.6 วินาที เร็วกว่ารุ่นพื้นฐานถึง 2.2 วินาที แม้ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งจะลดลงเหลือ 294 ไมล์ จากเดิม 321 ไมล์ในรุ่น RWD ก็ตาม
ด้วยสมดุลระหว่างราคา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และสมรรถนะที่ดีขึ้น ทำให้ Model Y AWD รุ่นใหม่นี้ถูกมองว่าเป็นรุ่นที่คุ้มค่ามากที่สุดในไลน์อัพปัจจุบัน และแม้ Tesla จะยุติการผลิต Model S และ Model X เพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังธุรกิจหุ่นยนต์มากขึ้น แต่ Model Y ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ โดยในปีที่ผ่านมา มียอดขายในสหรัฐอเมริกามากถึงราว 317,800 คัน ยังคงครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรุ่นย่อยอาจช่วยประคองตลาดได้เพียงระยะสั้น Tesla ยังจำเป็นต้องมี รถยนต์รุ่นใหม่ที่ราคาเข้าถึงง่ายและสร้างนวัตกรรมได้จริง เหมือนที่ Model Y เคยทำไว้ในช่วงแรก เพราะคู่แข่งในตลาดรถไฟฟ้าได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และการปรับรุ่นย่อยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในระยะยาว
ที่มา: Autoblog
