ก่อนที่ Ford จะประกาศคว่ำแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นกระบะ EV รุ่นถัดไป, SUV เบาะสามแถวขุมพลัง EV และ รถตู้ขุมพลัง EV รุ่นใหม่ Ford ได้หมายมั่นที่จะให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก นำไปสู่การทุ่มงบหลายพันล้าน USD เพื่อโครงการเหล่านี้ ส่วนเหตุผลที่ทำให้ Ford ตัดสินใจเช่นนั้นในอดีต เกิดจากการประเมินสภาพตลาดในตอนนั้น ซึ่ง CEO ของ Ford ในปัจจุบันได้ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อมองย้อนกลับไป นั่นถือเป็นการประเมินตลาดที่ผิดพลาด
Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford แสดงความเห็นเกี่ยวกับรถกระบะขุมพลัง EV ของค่ายอย่าง F-150 Lightning ว่า ‘(ถ้าทำได้) ผมอยากปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ทั้งหมด แต่เพราะในตอนนั้นเราไม่ได้รับรู้เลยว่า COVID ได้ส่งสัญญาณหลอกขึ้นมา โดยยุคหลัง COVID ได้ก่อให้เกิดปัญหาชิพขาดแคลน (จนผลิตรถยนต์ไม่ได้) ทำให้ความต้องการในรถยนต์จากตลาดพุ่งสูงขึ้น และถ้าคุณสามารถผลิตรถยนต์ขึ้นมาได้ คุณจะขายรถยนต์เหล่านั้นในราคาที่สูงกว่ายุคก่อน COVID สูงถึง 30 – 40% เลยทีเดียว’
ทั้งนี้ ผลกำไรเหล่านั้นไม่ได้ยั่งยืนเท่าใดนัก โดย Farley กล่าวเพิ่มว่า ‘ใช้เวลาไม่นานเท่าไรนักหรอก ก่อนที่พวกเราจะตระหนักได้ว่า เรามีอคติต่อเครื่องยนต์สันดาปสูงเกินไป จนเราไม่ได้ออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ในตอนนั้น เรามีทั้ง Mustang Mach-E, E-Transit และ F-150 Lightning แถมผู้คนรักผลิตภัณฑ์ของพวกเราเสียด้วย แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่อยากจ่ายเงิน ในมูลค่าเดียวกับต้นทุนที่เราใช้ในการสร้างรถยนต์เหล่านี้’ แถม CEO ของ Ford ยังเปิดเผยด้วยว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาตระหนักได้คือ Tesla
จุดกำเนิดคือ ทีมงานของ Ford ได้นำ Tesla มาชำแหละดู ก่อนจะต้องตกตะลึก เพราะพวกเขาพบว่าชุดสายไฟของ Mustang Mach-E มีน้ำหนักมากกว่าของ Tesla เกือบ 32 กิโลกรัม และยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร โดย Farley รับว่า ‘เราไม่รู้เลยว่าทีมวิศวกรของ Tesla คิดอะไรกันอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้คือ พวกเขาไม่มีอคติเหมือนที่เรามี’ พร้อมระบุว่า ‘วิธีการสร้างรถนั้นแตกต่างกัน’ พร้อมยกตัวอย่างว่าเมื่อ Ford ไปติดต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน จะสั่งว่า ‘ขอซื้อสายไฟชุดใหม่’ ต่างจาก Tesla ที่ ‘เลือกการออกแบบรถยนต์ขึ้นใหม่ โดยใช้แบตที่เล็กลงและถูกกว่า’
สำหรับอนาคตของ Ford F-150 Lightning รุ่นถัดไป ยังคงมีอยู่ แต่จะวิวัฒนาการไปใช้ขุมพลัง EREV แทน โดยจะมีพิสัยขับขี่สูงกว่า 1,120 กิโลเมตร พร้อมกับใช้งานวิศวกรรมไฟฟ้า 48 โวลต์ รวมถึงสร้างขึ้นด้วยบทเรียนที่ได้จากวิธีการทำงานของคู่แข่ง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ Ford ประหยัดต้นทุน แต่ยังช่วยรีดน้ำหนักส่วนเกินลงจากผลิตภัณฑ์ และนั่นจะนำไปสู่พิสัยการขับขี่สูงสุดที่มากขึ้น
ที่มา: carscooops, insideevs
