สงครามความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีการสู้รบ แต่ส่อแววจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอื่นระดับโลก รวมไปถึงวงการยานยนต์ด้วย ล่าสุด มีการวิเคราะห์จาก Bernstein ว่าผู้ผลิตรถยนต์ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามนี้ จะมีทั้ง Toyota – Hyundai – ผู้ผลิตรถยนต์จีน เนื่องจากทุกค่ายที่กล่าวมาล้วนเป็นผู้ผลิตรถยนต์นอกอิหร่าน ที่มีส่วนแบ่งในตลาดดังกล่าวสูงที่สุด

อิหร่านนับเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยในปีที่ผ่านมามียอดขายราว 3 ล้านคัน และผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น ครองส่วนแบ่งในตลาดอยู่ราว 38% อย่าง Toyota มีส่วนแบ่ง 17% ตามมาด้วย Hyundai 10% และ Chery อีก 5% นอกจากนั้น Jianghuai, Hainan Automobile และ Changan ซึ่งล้วนเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ต่างเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศ ที่เป็นผู้เล่นหลักในอิหร่าน

 

สถิติการส่งออกรถยนต์จากประเทศจีนยังส่งเสริมว่าทฤษฎีดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยในปี 2025 พบว่า 17% ของรถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศจีน มีปลายทางเป็นตะวันออกกลาง สำหรับปัจจัยลบอื่นที่มีผลต่อวงการยานยนต์ คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่ได้มีผลแค่เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่การขนส่งรถยนต์ใหม่ทางเรือ ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบด้วยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นจากการเดินเรือเส้นทางอ้อม และการขนส่งที่ล่าช้าลงอย่างน้อย 10 – 14 วัน จากการเดินทางในช่วงปกติ

หากสงครามยังยืดเยื้อ ปัจจัยลบทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ความต้องการรถยนต์ จากตลาดในภูมิภาคดังกล่าวลดน้อยลง ไม่เพียงแค่นั้น ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดนักลงทุนด้วย โดยมีหุ้นบริษัทรถยนต์หลายรายเริ่มได้รับผลกระทบแล้วรวมไปถึง Stellantis ที่มูลค่าหุ้นลดลง 11% ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ที่ผ่านมา สงครามครั้งนี้จึงกลายเป็นประเด็น ที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบในแง่ใดอีกบ้าง

 

ที่มา: cnbc, autonews