(Video Clip version of this Full Review is now available at the end of this article)
(วีดีโอคลิปทดลองขับของรถคันนี้ อยู่ด้านล่างสุดของบทความนี้)

———————————————–

12 มีนาคม 2026

การตื่นเช้าตอน ตี 5.00 น. แล้วได้ยินเสียงฝนฟ้าคะนอง นอกหน้าต่าง กลางเดือนมีนาคม อันร้อนผ่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติ

อืม วันนี้จริงๆ มันก็ไม่ใช่วันปกตินักหรอก เพิ่งถ่ายคลิปรีวิวรถยนต์ กับ มาร์ค เสร็จ เมื่อ ตอนตี 1 ครึ่ง กลับมาถึงบ้านตอนตี 2 กว่าจะได้นอน ก็ตี 3 แล้วต้องตื่นเลยทันที ตอนตี 5 เพราะต้องออกจากบ้าน ตี 5.30 น. แล้วต้องมาเจอฟ้าฝนกระหน่ำ Summer Rain แบบนี้ ทำเอาต้องปรับแผนชีวิตกันพอสมควร

โกยเสื้อผ้าที่จะใส่ออกงานในวันนี้ ใส่ถุง หิ้วรองเท้า วิ่งลุยฝน ขึ้นรถ แล้วพาตัวเองออกจากบ้าน ทั้งที่ฝนยังตกอยู่ ทั้งที่ บางนา-ตราด บริเวณ หน้า Mega Bangna เริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำรอระบาย ที่ท่วมผิวการจราจร เต็มพื้นที่เลนถนนคู่ขนาน

ประคับประคองรถ บนพื้นทางด่วนลื่นๆ มาจนถึงสนามปทุมธานี Speedway ตอน 6.30 น. ลงมาเปลี่ยนเสื้อผ้า กันข้างรถนั่นแหละ แล้วก็เดินเข้างาน

พี่ ธีร์ เพิ่มพงษ์พันธ์ ผู้บริหารสูงสุด (CEO) ของ Mazda Sales (Thailand) ดีใจมากที่ผม มาร่วมงานนี้ ด้วยตนเอง

งานที่ผมรอมานาน นานจนลืม จนเลิกลุ้นไปแล้วว่า เมื่อไหร่จะจัดซะที

Mazda Motor Corporation ผู้ผลิตรถยนต์ สาย Indy จากเมือง Hiroshima ประเทศญี่ปุ่น เคยประกาศว่า จะนำ รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของพวกเขา ที่พัฒนาร่วมกันกับพันธมิตรใหญ่ ในเมืองจีน อย่าง CHANGAN ผลิตในโรงงาน CHANGAN MAZDA ในเมือง Nanjing ประเทศจีน เข้ามาขายในเมืองไทย ตั้งแต่ งาน Bangkok International Motor Show เมื่อเดือนมีนาคม 2025

ในตอนนั้น พวกเขา ทำได้เพียงแค่ นำเวอร์ชันต้นแบบมาอวดโฉม เพราะเวอร์ชันพวงมาลัยขวา ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ Mazda ก็ประกาศว่า พร้อมประกาศราคาขายจริง งาน Motor Expo 2025 ในเดือน พฤศจิกายน ลูกค้า และสื่อมวลชน ก็ยอมเฝ้ารอ รอกันจนลืม ลืมสนิทกันไปเลย ระหว่างนั้น เราก็มักพบเห็น รถยนต์ Prototype ติด Sticker พรางตัว แล่นไปทั่วตามสถานที่ต่างๆ จนเริ่มคุ้นตา และเริ่มสงสัยว่า เมื่อไหร่จะมาขายสักที (วะ)

ทว่า พอถึงเวลาจริง รอบสื่อมวลชนของงาน Motor Expo 2025 พื้นที่บธู Mazda มีเพียงแค่ Mazda 6e พวงมาลัย ซ้าย ซึ่งถูกยืมมาจากต่างประเทศ มาจอดอวดโฉมอยู่ในบูธ รวม 3 คัน และไม่มีการเปิดราคาจำหน่าย!

อ้าว! ไหงเป็นเช่นนั้น?

ไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริง คนของ Mazda ก็ไม่ได้อยู่บอกกับเรา ปล่อยให้ทุกคน งง กันไปแบบนั้น พอหลังงาน Motor Expo จบลง Mazda ก็พา Mazda 6e ไปเดินสาย Road Show ตามโชว์รูม ผู้จำหน่าย และห้างสรรพสินค้า ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด เพื่อให้ลูกค้า คาดหวัง (Prospect customer) ได้สัมผัสรถคันจริง ตัวเป็นๆ กันก่อน

จนกระทั่ง วันนี้ เราถึงได้รู้เหตุผลกันว่า ส่วนหนึ่ง มาจากการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่ยังไม่เรียบร้อย ไปจนถึง การประกาศอัตราภาษี สรรพสามิต พิกัดใหม่ ที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้ เมื่อ วันที่ 1 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ทำให้ Mazda ตัดสินใจว่า รอให้พิกัดภาษี ชัดเจน รอให้ทุกอย่าง พร้อมจริงๆ เสียก่อน จึงค่อยเปิดตัวทำตลาดไปเลยดีกว่า

เอาละ มาแล้วนะ มาเสียที กระแสหลังจากปล่อย Video Clip ไป ใน Platform ของเรา ทั้ง Youtube Facebook และ Tiktok ก็มียอดรับชมเยอะเกินคาดหมาย แต่เชื่อแน่ว่า คงมีคนอยากอ่านบทความกันอยู่บ้างแหละ เลยตัดสินใจนั่งเขียนออกมา ให้ได้อ่านกัน แม้จะปล่อยหลังวันทดลองขับไปสัปดาห์นึงแล้วก็เถอะ

มาทำความรู้จักรถคันนี้ กันคร่าวๆก่อน ดีกว่า!

MAZDA 6e เป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าล้วน BEV รุ่นแรก ที่ถูกพัฒนาขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง Mazda และ Chongqing Changan Automobile Co., Ltd. (CHANGAN Automobile) โดย เป็นการนำ CHANGAN DEEPAL L07 Saloon มาปรับปรุงใหม่ ให้เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง พิกัด D-Segment EV ในเวอร์ชันของ Mazda เอง

MAZDA 6e ถูกสร้างขึ้นบน Platform EPA1 เผยโฉมครั้งแรก ในงาน Beijing International Automotive Exhibition เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2024 และ ถูกเปิดตัว ออกสู่ตลาดเมืองจีน ในชื่อ MAZDA Ez6 หลังจากนั้น เวอร์ชันส่งออก สำหรับทำตลาดทั่วโลก ก็ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที Europe ณ งาน Brussels Motor Show 2025 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2025

MAZDA 6e มันเป็นรถไฟฟ้า ที่มีภาระกิจ “แก้ขัด” ระหว่าง รอ รถไฟฟ้า BEV ที่ Mazda กำลังพัฒนาเองทั้งคัน ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว น่าจะพบกันได้อีกราวๆ 1-2 ปี ไม่เกินนี้ แต่ในเมื่อตลาดรถยนต์ทั่วโลก ช่วงปี 2022 – 2025 เรียกร้อง ว่าอยากได้ รถยนต์ EV เข้ามาเสริมทัพ ในช่วงนั้น Mazda จึงไปคุยกับพันธมิตร CHANGAN ในจีน หารถมาทำสักคัน แน่นอนว่า ชาวจีน เขาก็ตกลง อย่างง่ายดาย แน่ละ ถือว่าช่วยเขาขายของได้เพิ่ม

2. จากข้อ 1 ดังนั้น MAZDA 6e มันคือ CHANGAN DEEPAL L07 คันเดิมที่เคยมาขายในเมืองไทย นั่นแหละ!!! และรถคันนี่ก็ถูกผลิตที่โรงงาน CHANGAN Mazda Nanjing ในจีน คนละโรงงานกับ Deepal L07

แต่…..

3. Mazda ไม่ยอมทำแบบ BT-50 รุ่นปัจจุบัน ที่ใช้วิธี ซื้อ รถกระบะ D-Max จาก Isuzu มาขาย และได้รับสิทธิ์แค่ปรับเปลี่ยนหน้าตา กับแผงหน้าปัด เท่านั้น ไม่สามารถปรับปรุงช่วงล่างได้เลย อีกต่อไปแล้ว

คราวนี้ Mazda นำ Changan Deepal L07 มาปรับปรุงช่วงล่าง เปลี่ยนช็อกอัพ ทั้ง 4 ต้น เปลี่ยนปีกนกใหม่ จูนพวงมาลัย EPAS ใหม่ และปรับปรุง บุคลิกการขับขี่ของรถใหม่หมดทั้งยวง จนได้รถที่มี “บุคลิกรถ Mazda” ที่ “ขับแล้วต่างจาก L07 คนละเรื่อง” มา 1 รุ่น ซึ่งนั่นแปลว่า ขิ้นส่วนอะไหล่หลายขิ้น ก็ใช่ผู้ผลิตชิ้นส่วน (Partmaker) ไม่เหมือนกันอีกด้วย

ตัวรถมีความยาว 4,921 มิลลิเมตร กว้าง 1,890 มิลลิเมตร สูง 1,491 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวถึง 2,895 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเปล่า ปาเข้าไป 1,952 – 1,953 กิโลกรัม  ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 114 มิลลิเมตรขนาดตัวรถก็พอกันกับ Deepal L07 ต้นฉบับ ไม่แตกต่างกันมากนัก

งานออกแบบภายนอก ถูกนำมาขัดเกลาใหม่  ภายใต้แนวคิด “Electrifying Design Crafted to Perfection” เป็นการผสมผสานระหว่างปรัชญาการออกแบบดั้งเดิม KODO Souls of Motion ที่ Mazda ใช้มายาวนานเป็นสิบปีแล้ว แต่ถูกปรับปรุงให้ดูหรูหรา และสง่างาม จนตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนที่ได้พบเห็นและผ่านไปมา มากขึ้น ดูทันสมัยตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่

  • ชุดไฟหน้าแบบ LED และ Daytime แบบ “Flying Signature”
  • ไฟท้าย ดีไซน์แบบทรงกลมสี่ดวง Signature Light Bar LED พร้อมแสดงสถานะการชาร์จ ได้แรงบันดาลใจจาก MAZDA RX-7 FD รุ่นสุดท้าย (1991 – 2003)
  • Electric Rear Spoiler สปอยเลอร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ ยกขึ้น-ลงอัตโนมัติตามความเร็ว หรือ เปิด-ปิดเองได้
  • ประตูแบบไร้เสากรอบ Frameless Doors
  • ล้ออัลลอย ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง Michelin e-PRIMACY ขนาด 245/45 R19

สิ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ คือการใช้มือจับเปิดประตูแบบซ่อนรูป แม้ว่า จะเป็นแบบกลไก และเชื่อมต่อเข้ากับชุดกลอนไฟฟ้า ก็ตามที แต่การใช้งานค่อนข้างยาก ต้องกดลงไปที่มือจับ เพื่อให้กระดกออกมา คุณถึงจะดึงมือจับเปิดประตูรถได้ มือจับประตูแบบนี้ กำลังจะถูกแบนในจีน ภายในปี 2027 และพูดกันตามตรง มันควรจะถูกแบนจากประเทศไทยเช่นกัน เพราะไม่สะดวกต่อการกู้ภัยในกรณีเกิดพอุบัติเหตุใดๆก็ตาม

การก้าวเข้าไปนั่งบนเบาะคนขับนั้น ต่อให้คุณจะกดตำแหน่งเบาะนั่งให้ลงไปต่ำสุดด้วยสวิตช์ไฟฟ้าแล้ว คุณก็ยังต้องก้มศีรษะเยอะ พอกับ Changan Deepal L07 ไม่ผิดเพี้ยน เพื่อไม่ให้โขกกับเสากรอบหลังคาด้านบน

ส่วนการลุกออกจากรถนั้น เนื่องจากกาบข้างบริเวณชายประตูด้านล่าง ยื่นล้ำออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม ขากางเกงหรือชายกระโปรงของคุณ จะเปื้อนฝุ่นดินโคลนจากชายล่างได้ง่ายๆ ทว่า ขณะเดียวกัน ด้วยระดับความสูงของจุด Hip Point (จุดบั้นเอว ที่สูงขึ้นจากพื้นถนน) ของเบาะคนขับ ที่อยู่ในระดับเหมาะสม ช่วยให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้าฝั่งซ้าย สามารถลุกขึ้นยืนได้ง่ายโดยไม่ต้องออกแรงลุกขึ้นยืน มากอย่างที่คิด

ตั้งข้อสังเกตว่า กลิ่นวัสดุในห้องโดยสาร ให้สัมผัส Premium แตกต่างจากกลิ่นรถจีนทั่วไปขัดเจน เป็นกลิ่นสะอาด แต่แอบฉุนจากการฟอกหนังสังเคราะห์ อยู่นิดๆ

แผงประตูด้านข้าง ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ให้รองรับกับงานออกแบบแผงหน้าปัด ด้านบนสุดยังคงเป็นวัสดุสังเคราะห์ สีดำ ถัดลงมาเป็น ผ้าสักกะหลาดสังเคราะห์ สีเบจ บริเวณ พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หน้า บุนุ่มหุ้มด้วยหนัง ตำแหน่งการวางแขน แอบเตี้ยไปหน่อย วางท่อนแขนได้ แต่ข้อศอดอาจจะลอยขึ้นมานิดๆ

ถัดลงไปด้านล่างของแผงประตู เป็นช่องวางขวดน้ำดื่ม ขนาด 9 บาท และ ช่องใส่เอกสารจุกจิกเล็กๆน้อยๆ

เบาะนั่งคู่หน้า มีรูปทรงที่ทำให้นึกถึงเบาะรถสปอร์ต จำพวก MX-5 ผสมกับความหรูหราแบบ Mazda 6 รุ่นเดิม อยู่บ้าง โครงสร้างเบาะ ถูกหุ้มวัสดุหนัง Nappa ตัดเย็บสลับกับผ้าสักกะหลาดสังเคราะห์ Alcantara แบบ Mazda 6

อย่างไรก็ตาม การออกแบบให้ตัวพนักศีรษะ ใช้ฟองน้ำแบบนุ่มแต่บาง ติดอยู่กับ โครงสร้างพนักพิงหลัง ปรับระดับสูง-ต่ำไม่ได้ กลับทำให้สัมผัสในการขับขี่จริง อาจพอดีกับศีรษะคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับผม มองว่า ตัวพนักศีรษะมันแอบดันกบาลนิดๆ

พนักพิงหลัง มีปีกข้างที่นูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ไม่มากนัก แต่ให้การรองรับได้เกือบทั่วแผ่นหลัง ถือว่าทำได้ดีมาก ยกเว้นช่วงต้นคอ ซึ่งมีพนักศีรษะยื่นออกมารองรับมากไปนิดนึง เพื่อให้ผ่านมาตรฐานการชน EuroNCAP ของยุโรป

เบาะรองนั่ง มีความยาวระดับมาตรฐาน ไม่ถึงขาพับ พอกันกับ Changan Deepal L07 แต่สามารถปรับมุมเงยได้ เพื่อรองรับกับสรีระอันหลากหลายของลูกค้าทั่วโลก ดังนั้น ถ้านั่งขับนานๆอาจจะไม่เมื่อยมากนัก

เข็มขัดนิรภัย

การเข้า-ออกจากบานประตูคู่หลัง ต้องก้มศีรษะลงเยอะนิดนึง เพื่อไม่ให้ศีรษะโขกกับกรอบช่องประตูด้านบน กระนั้น ก็ยังเข้า – ออก ง่ายกว่าช่องประตูคู่หน้า อยู่ดี ส่วนการลุกออกจากรถ มีปัญหาเดียวกับด้านหน้า เพราะกาบข้างชายล่างธรณีประตูยื่นบ้ำออกมามากเกิน จนขากางเกง และชายกระโปรง ยังไงก็เปื้อนฝุ่นโคลนที่แปะอยู่ดี

แผงประตูคู่หลัง ออกแบบโดยอ้างอิงมาจาก แผงประตูคู่หน้า ดังนั้น พนักวางแขนบนแผงประตู ซึ่งติดตั้งในตำแหน่งทีค่อนข้างเตี้ย ดังนั้น การวางท่อนแขน จึงทำได้ไม่เต็มที่ วางได้แค่ข้อมือกับท่อนแขน ส่วนข้อศอกนั้น แอบเตี้ยไปหน่อย ด้านล่างของแผงประตูคู่หลัง มีช่องใส่ขวดน้ำดื่ม ส่วนกระจกหน้าต่างคู่หลัง เลื่อนลงมาได้ไม่สุดขอบราง

แม้ว่าตัวรถจะมีระยะฐานล้อยาวถึง 2,895 มิลลิเมตร แต่เนื่องจากการจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลัง เลื่อนขึ้นมาทางด้านหน้ารถเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ตัวเบาะต้องวางอยู่บนชุดช่วงล่างด้านหลัง ดังนั้น พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง จึงอาจมีขนาดเพียงพอกับผู้โดยสารที่มีสรีระร่างไม่สูงมากนัก และอาจจะไม่สบายเท่าที่ควร ซึ่งก็เหมือนกับ Changan Deepal L07 ไม่มีผิด

เบาะนั่งด้านหลัง มีมุมเอนไม่ค่อยเยอะ ค่อนข้างตั้งชันหน่อยๆ ทำให้ค่อนข้างชันพอสมควร ตัวพนักพิงหลัง ใช้ฟองน้ำแน่นเกือบแข็ง ยกเว้นส่วนที่สัมผัสกลางแผ่นหลัง ฟองน้ำจะนุ่มขึ้นนิดหน่อย พนักพิงหลังชุดนี้ ถ้านั่งนานๆ อาจเมื่อยหลังได้บ้างเหมือนกัน

พนักศีรษะด้านหลัง เป๋นรูปตัว L คว่ำ ใช้ฟองน้ำค่อนข้างแน่น และต้องยกขึ้นใช้งาน ไม่เช่นนั้นขอบด้านล่างจะทิ่มตำกลางแผ่นหลังเลยทีเดียว แถมตัวพนักศีรษะ ยกขึ้นได้ 2 จังหวะ ก็ชนเพดานแล้ว

เบาะรองนั่งด้านหลัง ความยาวค่อนข้างสั้น แต่มีฟองน้ำที่นุ่มกว่าเบาะหน้าชัดเจนมาก และด้วยตำแหน่งติดตั้งที่ใกล้พื้นรถ ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังต้องนั่งชันขา ซึ่งก็เหมือนกับ L07 ไม่ผิดเพี้ยน

พื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) นั้น หากคุณตัวสูงไม่เกิน 170 เซ็นติเมตร จะเหลือพื้นที่ประมาณ 2 นิ้วมือในแนวนอน แต่ถ้าคุณตัวสูงกว่านั้น ก็อาจมีความเสี่ยงที่ศีรษะจะชนกับเพดานได้อยู่บ้างเหมือนกัน ส่วนพื้นที่วางขา (Legroom) มีมาให้ในระดับพอดีๆ พอให้คนที่มีสรีระค่อนข้างเล็ก ได้มีพื้นที่ในการนั่งไขว่ห้างอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นคนที่มีช่วงขายาว นอกจากจะต้องนั่งชันขาแล้ว หัวเข่าจะอยู่ค่อนข้างใกล้กับด้านหลังของพนักพิงหลังสำหรับเบาะหน้าอยู่เหมือนกัน

นอกจากติดตั้ง เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ตามมาตรฐานแล้ว เบาะนั่งด้านหลัง ยังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ได้อีกด้วย

ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เปิดยกขึ้น และปิดลงมา พร้อมกับกระจกบังลมด้านหลัง ในลักษณะรถยนต์ FastBack 5 ประตู ด้วยระบบสวิตช์ไฟฟ้า พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง มีขนาด 330 ลิตร แต่เมื่อพับเบาะหลัง ความจุจะเพิ่มเป็น 1,074 ลิตร มีแผงบังสัมภาระมาให้ เปิดยกขึ้นพร้อมกับฝาท้ายในตัว

แผงหน้าปัด (Dashboard) ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ดูสวยงาม และหรูหราขึ้น ตกแต่งด้วยวัสดุชั้นดี

  • รุ่น Premium ตกแต่งภายใน ด้วยสีทูโทน ดำ-น้ำตาล
  • รุ่น Exclusive ตกแต่งภายในด้วยเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง สีน้ำตาล – หนังกลับ Suede แบบ Diamond Cut

กระนั้น สิ่งที่ผมไม่ชอบคือ ทุกการควบคุม ถูกยกไปกองรวมไว้บนหน้าจอกลาง Center Display Touchscreen ขนาด 14.6 นิ้ว ทั้งหมดเลย การกดใช้งานแต่ละครั้ง ก็เพิ่มโอกาสการละสายตาจากถนนมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ หลากรุ่น หลายแบรนด์ ในตอนนี้

อุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร ที่น่าสนใจ มีดังนี้

  • มาตรวัด Full Digital ขนาด 10.1 นิ้ว
  • หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า LARGE AR-HUD 50 นิ้ว ในระยะ 7.5 เมตร
  • ชุดเครื่องเสียงพรีเมียมรอบทิศทาง SONY Hi Performance ลำโพง 14 ตำแหน่ง
  • ระบบการเชื่อมต่อ Android Auto & Apple CarPlay แบบไร้สาย
  • ลำโพงบริเวณหมอนรองศีรษะ เบาะนั่งคู่หน้า
  • ไฟตกแต่งห้องโดยสาร Ambient Lighting 64 สี
  • หลังคากระจก Panoramic Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า
  • แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger
  • ระบบเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระ 3-Zones พร้อม Heater
  • ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • แผงควบคุมระบบปรับอากาศ สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

******* รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ *******
******** Technical Information & Test Drive *********

เมื่อเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นมา คุณจะไม่พบเครื่องยนต์กลไก หรือมอเตอร์ไฟฟ้าใดๆให้เห็นทั้งสิ้น มีเพียงแต่ ช่องเก็บสัมภาระด้านหน้า Front Trunk (Frunk) ความจุ 70 ลิตร พร้อมช่องเติมน้ำล้างกระจกบังลมหน้า ทุกรายละเอียดข้างล่าง ถูกปิดซ่อนไว้อย่างเรียบร้อยและแน่นหนา ไม่สามารถเปิดออกได้เอง

ระบบขับเคลื่อนของ MAZDA 6e นั้น มีรายละเอียดดังนี้

มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ลูก ติดตั้งที่ล้อคู่หลัง (ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง) กำลังสูงสุด 192 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด LFP ความจุ 77.9 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 194 kW

ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน

  • อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 8.0 วินาที
  • ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม ทำได้ 654 กิโลเมตร (NEDC)

การชาร์จไฟฟ้า

  • ชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC จาก 30 – 80% ใช้เวลาประมาณ 15 นาที***

***อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว 200 kW ขึ้นไป ระยะการชาร์จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ

พร้อมโหมดการขับขี่

  • Normal
  • Sport
  • Individual

ใครที่กังวลด้านความปลอดภัยของ Battery ระบบขับเคลื่อน Mazda บอกว่า ไม่ต้องห่วง เพราะมีการทดสอบในหลายรูปแบบ ทั้งการพ่นน้ำแรงดันสูงเข้าไปยังตัวแบ็ตเตอรี ทดสอบการเผาไฟ ทดสอบการหล่นลงมาจากที่สูง ทดสอบการกัดกร่อนในน้ำเกลือ ทดสอบการกระแทกในรูปแบบต่างๆ มาอย่างดี

ความแตกต่างที่ชัดเจน จาก L07 เวอร์ชันต้นฉบับก็คือ Mazda ลงทุน นำรถคันเดิม มาปรับปรุงรายละเอียดงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวถังบางส่วน ระบบช่วงล่าง พวงมาลัย รวมทั้งปรับจูนรถให้ได้ตาม “บุคลิก Mazda” อย่างที่มันควรจะเป็นมากขึ้น

พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) ถูกปรับจูน Software ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การตอบสนอง เป็นธรรมชาติมากขึ้น เลี้ยวได้คมขึ้น ลดอาการ Robotic ทื่อๆ ขณะถือตรง (ช่วง On center feeling) และปรับจูนการตอบสนองให้ Linear มากขึ้น

ระบบกันสะเทือน ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ถูกปรับปรุงใหม่ยกยวง เปลี่ยน Shock absorber ใหม่ ทั้ง 4 ต้น เปลี่ยนปีกนกชุดใหม่ ขนาดใหญ่กว่าเดิม เพิ่มความหนึบขึ้น ซับแรงสะเทือนให้ดีขึ้น

ระบบห้ามล้อ เป็น ดิสก์เบรก ทั้ง 4 ล้อ คู่หน้าเป็นแบบมีรูระบายความร้อน ได้รับการปรับจูน Software ใหม่ทั้งหมด รวมทั้งยังทำงานร่วมกับระบบคืนพลังงานกลับเข้าแบ็ตเตอรี Re-generative Brake ให้นุ่มนวลขึ้่น ลดอาการเมารถลงไปได้เยอะ ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เสริมการทำงานด้วยตัวช่วย มาตรฐาน ทั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน Brake Assist

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงเรื่อง NVH (Noise Vibration & Harshness) โดยเพิ่มวัสดุซัึบเสียงตามจุดต่างๆให้มากขึ้น เพื่อลดเสียงรบกวน จากจุดต่างๆ โดยเฉพาะช่วง “ผนังกั้นห้องเครื่องยนต์ด้านหน้า” อีกด้วย

นอกจากนี้ MAZDA 6e ยังมีอุปกรณ์ตัวช่วย ADAS มากมาย ทำงานผสมผสานกัน ทั้งกล้อง และ Redar ดังนี้

  • ระบบรักษาสมดุลน้ำหนักหน้า-หลังแบบ 50:50
  • Reduce NVH (Noise Vibration and Harshness) & Ev Sound
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบ See-through view
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Front Collision Warning – FCW)
  • ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with
    Stop & Go – ACC with Stop & Go)
  • ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Monitoring – BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
  • ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support – SBS)
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep System – LAS)
  • ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Prevention – LDP)
  • ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)
  • ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS)
  • ถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 5 ตำแหน่ง พร้อมระบบ Pre-tensioner & Load Limiter

การทดลองขับ เบื้องต้น / First Impression 

พี่อั๋น สิรคุปต์ เมทะนี นักแสดงชื่อดัง ที่รับงาน ฝึกขับรถ รับหน้าที่ หัวหน้า Instructor ในงานนี้ แนะนำเส้นทางที่วางเอาไว้ในสนามปทุมธานี Speedway ให้เราได้รู้ว่า งานนี้ เราจะได้ลองสมรรถนะของ Mazda 6e กันคร่าวๆ จากการออกตัว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง การเข้าโค้ง การหักเลี้ยวสลาลอม การถ่ายน้ำหนักขณะเบรกในโค้ง ไปจนถึง การหักหลบสิ่งกีดขวาง ไป-มา ด้วยความเร็ว ทั้ง 40 และ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ใครที่เคยขับ CHANGAN Deepal L07 Saloon มาแล้ว น่าจะยังจำกันได้ดี ถึงความย้วยยวบยาบของช่วงล่าง การตอบสนองของพวงมาลัยที่ ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ Linear และยังมีความเป็น Robotic หน่อยๆ ไปจนถึงอากัปกิริยาของตัวรถที่ ไม่ค่อยดีเอาเสียเลย

คุณอาจสงสัยว่า แล้วถ้า Mazda นำรถคันนี้ มาปรับปรุง ผลลัพธ์ มันจะดีขึ้นได้จริงเหรอ?

ยืนยันครับว่า มันดีขึ้นได้จริง! ดีขึ้นกว่า L07 ชัดเจนมาก!!!

ประเด็นแรก คือเรื่องอัตราเร่ง แน่นอนว่า รถยนต์ไฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ล้วนๆ ย่อมออกตัวได้แรงและฉับไว กว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแน่ๆ และในกรณีนี้ ก็เหมือนกัน ไม่มีข้อยกเว้น

มอเตอร์ไฟฟ้า 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร ให้แรงดึงที่สะใจ การตอบสนองของคันเร่ง ไฟฟ้า ไว ไม่ Lack แต่ใน Sport mode ก็จะไวขึ้นไปอีกนิดนึง ช่วง 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อกดคันเร่งเต็มตีน ท้ายรถยุบตัว หน้าเชิด รถจะพุ่งออกไปอย่างแรง แต่นุ่มนวล ไม่กระชากกระชั้น แรงดึงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงช่วง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงจะเริ่มเหี่ยวลงมานิดๆ แต่ก็นิดเดียว ไม่เยอะเลย

กดนาฬิกาจับเวลาแล้ว ออกมาได้ตัวเลข 7.88 วินาที!! ตามที่โรงงานเคลมไว้ เป๊ะ! ทั้งที่อุณหภูมิในสนามทตอนนั้น มี 32 องศาเซลเซียส 

นี่มันแรงพอกันกับ Nissan X-Trail e-Power eForce ที่เราเพิ่งทำรีวิวกันไปหยกๆเลยเถอะ!

เท่ากับว่า รถคันนี้ เป็น Mazda ที่ทำอัตราเร่ง ได้ไวที่สุด ในตอนนี้ เท่าที่เคยถูกส่งมาทำตลาดในเมืองไทย ตั้งแต่ยุค นายห้าง กมล สุโกศล เริ่มพาแบรนด์ Mazda มาขายในบ้านเรา เลยด้วยซ้ำ! เพราะตัวเลขที่ออกมา มันไวกว่า Mazda MX-5 ที่เราเคยจับเวลากันมาแล้ว

แต่…ถ้าเปรียบเทียบกับ ต้นฉบับอย่าง CHANGAN DEEPAL L07 ละก็…

จากข้อมูล ที่เราเคยจับเวลา L07 แบ็ตเตอรี 66.8 kWh ไว้ เมื่อ 25 มีนาคม 2024 …พบว่า ในโหมด ECO และ NORMAL นั้น MAZDA 6e แรงกว่า ประมาณ 0.75 วินาที (L07 ทำได้ เฉลี่ย 8.53 วินาที) แต่ถ้า Sport Mode เรายังไม่ได้ลองจับเวลากับ 6e แต่ L07 จะทำได้ เฉลี่ย 6.87 วินาที

ดังนั้น เรื่องอัตราเร่ง ไม่จำเป็นต้องใช้มอเตอร์คู่ เพราะแค่มอเตอร์เดี่ยว ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ออกจะเหลือเฟือไปด้วยซ้ำ

ประเด็นต่อมา คือเรื่องที่ Mazda แอบไปปรับจูนใหม่ เพื่อให้การขับขี่ ดีขึ้น…

พวงมาลัย Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบ ไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering) ถูกปรับจูน Software ใหม่ ให้การบังคับเลี้ยวที่แม่นยำดีขึ้นมาก Linear สั่งแค่ไหน เลี้ยวแค่นั้น เพียงแต่ว่า น้ำหนักในโหมด Normal อาจจะเบา เอาใจคุณสุภาพสตรีทั่วไป มากไปนิดนึง พอปรับมาเป็น Sport น้ำหนักพวงมาลัยจะหนืดขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่หนักมาก ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถ ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม การเลี้ยวไปมา ทำได้คล่องแคล่ว ฉับไว ตามสั่ง มากขึ้น ใครที่เคยขับ Mazda 3 รุ่นปัจจุบัน มาก่อน บอกเลยว่า Feeling ใกล้เคียงกันมากๆ!

การเก็บเสียง ไม่ต้องห่วง ยังไงก็เงียบ เพียงแต่ว่า ถ้าจะให้วัดกันจริงๆ คงต้องรอให้ถึงเวลาที่เราได้ระับรถทดลองขับมาในช่วงหลังจากเดือนมิถุนายน ขึ้นไป เมื่อถึงวันนั้น เราคงจะบอกได้ว่า ขณะใช้ความเร็วสูง บนถนนจริง เสียงรบกวน จากกระแสลมจะดังมากน้อยแค่ไหน

ช่วงล่าง ในย่านความเร็วต่ำ แน่นอนว่า นุ่มนวล เก็บแรงสะเทือนเล็กๆน้อยๆ ได้ดี สิ่งที่ผมชอบคือ การเข้าโค้ง ทำได้ดีขึ้นชัดเจนมาก มั่นใจขึ้น ตัวรถเอียงน้อยลง และมีบุคลิกการเข้าโค้งในแบบที่คุณจะพบได้จากรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่ๆ ในช่วงก่อนหน้านี้

เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า ในจังหวะที่เบรกจาก 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลงมาจนจุดหยุดนิ่ง ไปพร้อมกับเลี้ยงเบี่ยบงซ้าย และขวาไปพร้อมๆกัน จะมีอาการแกว่งไปทางด้านข้างในระดับที่ทำให้รู้สึดว่า แบ็ตเตอรี มันมีน้ำหนักถ่วงรถพอสมควร และส่งผลกับ Vehicle Dynamic ชัดเจน อาการนี้ เคยพบมาแล้วใน L07 แต่ มันลดน้อยลงไปมากใน MAZDA 6e คันนี้ สรุปว่า อาหารดังกล่าว ยังหลงเหลืออยู่ แต่น้อยลงไปพอสมควร

ระบบเบรก ทำงานได้นุ่มนวล และมีการถ่ายน้ำหนักอย่างสมดุล หน้ารถไม่ทิ่มมากจนเกินไป แต่สัมผัสได้ถึงแรงหน่วงที่ช่วยทำให้รถ ชะลอความเร็วลงมาได้ค่อนข้างไวกำลังดี

***** สรุป (เบื้องต้น) / Conclusion *****
ข้าวผัดจีน จานเดิม แต่คนญี่ปุ่น มาปรุงให้อร่อยขึ้น!
ขับดีขึ้นกว่า L07 ตามความคาดหมาย
แต่ก็ยังมีข้อจำกัดจากงานออกแบบชาวจีนให้เจออยู่บ้าง
ไว้ลองขับให้นานกว่านี้ น่าจะเห็นภาพชัดเจนกว่านี้

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ทั่วโลก ที่มีการแข่งขันกันอย่างหนัก จากแรงกดดันโดยผู้ผลิตรถยนต์ชาวจีน ที่พยายาม เจาะตลาดรถญี่ปุ่น ในตลาดที่พวกเขาพอทำได้ ทั้งใน อเมริกาใต้ แอฟริกา และ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ทำให้ Mazda ต้องแก้ปัญหาบางอย่าง เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าว ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การที่ Mazda จับมือพันธมิตรหลักของตนในเมืองจีน อย่าง CHANGAN ทำ Mazda 6e ออกมา นั้น ถือเป็นกลยุทธ์ในระยะสั้น เพื่อรอเวลา ระหว่างที่ Mazda กำลังซุ่มพัฒนา รถยนต์พลังไฟฟ้าของตนเอง ในรูปแบบ Built from ground up ซึ่งจะทะยอย ออกสู่ตลาดในอนาคตอันใกล้ น่าจะอีก ราวๆ 2 ปี นับจากนี้

นั่นหมายความว่า หลังจากเงียบหายไป 2-3 ปี โดยที่ไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่อื่นใด มีเพียงแค่การปรับอุปกรณ์ให้ รถยนต์ที่มีจำหน่ายอยู่ รวมทั้ง รถกระบะ BT-50 รุ่นปรับโฉม Minorchange (ซึ่งนั่นเป็นการซื้อ Isuzu D-Max มาขายในลักษณะ OEM หรือ Original Equipment Manufacturing)

Mazda 6e จะเป็นรถยนต์คันแรก ที่จะประกาศว่า Mazda จะกลับมาเติบโต มียอดขายในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอีกครั้ง มันอาจจะไม่หวือหวา เหมือนตอนที่ Mazda 2 หรือ CX-3 กับ CX-30 เปิดตัว แต่พวกเขาจะยังอยูในเมืองไทย ไม่หนีหายไปไหน

หลังจากเปิดตัว Mazda 6e ในงาน Bangkok International Motor Show เดือนมีนาคมนี้แล้ว ปี 2026 นี้ Mazda จะยังเตรียมนำเข้า CX6e SUV ขุมพลังไฟฟ้า จากความร่วมมือกับ CHANGAN ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงาน Changan Mazda ในเมือง Nanjing เข้ามาจำหน่ายอีกรุ่น ในช่วงปลายปี

จากนั้น ในปีหน้า 2027 ก็จะถึงคิวของ พี่ใหญ่คันเบ้อเร่อ CX-80 PHEV รวมทั้ง ผลผลิตใหม่ล่าสุด Sub-Compact Crossover SUV รุ่นเปลี่ยนโฉมของ Mazda CX-3 (ยังไม่สรุปแน่ชัดว่าจะใช้ชื่ออะไร แต่เรียกเป็นชื่อเล่นไปก่อนในตอนนี้ว่า CX-20) มาพร้อมขุมพลัง Mild-Hybrid ซึ่งจะถูกขึ้นสายการผลิต ที่โรงงาน Auto Alliance จังหวัดระยอง ด้วยเงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทย เป็๋นฐานผลิตรถยนต์รุ่นนี้ ส่งออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งญี่ปุ่น! ส่วนในปี 2028 Mazda ก็ยังจะเตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ อีก 1 รุ่น ไว้เปิดตัว ในประเทศไทย กันต่อเนื่อง

เท่ากับว่า นับจากปี 2026 – 2028 Mazda จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ในเมืองไทย มากถึง 5 รุ่นรวด! บวกกับการปรับปรุง และยกระดับบริการหลังการขาย เพิ่มโชว์รูมและศูนย์บริการ ในปริมาณที่เหมาะสม ในการรองรับลูกค้า ช่วงที่ผ่านมา มีการปรับปรุงหลังบ้านไปเยอะมากๆ แม้กระทั่ง ลดค่าแรง จากชั่วโมงละ 800 บาท ลงมาเหลือชั่วโมงละ 600 – 650 บาท ตามแต่ละพื้นที่

ทั้งหมดนี้ น่าจะมากเพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่า Mazda จะยังอยู่ในเมืองไทย ไม่ทิ้งไปไหน และยังมีอนาคตอยู่ อาจจะไม่หวือหวามากเท่าในอดีต ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ เชื่อได้ว่า พวกเขายังเดินหน้าลุยตลาดรถยนต์ในเมืองไทยกันต่อ

จากเท่าที่ได้ลองขับสั้นๆ MAZDA 6e คือ การที่วิศวกรชาว Hiroshima นำ CHANGAN DEEPAL L07 ไป “ปรับปรุงใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องงานออกแบบภายนอก ภายใน ช่วงล่าง พวงมาลัย และการขับขี่ ไปจนถึง คุณภาพการประกอบ และชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ” เพื่อยกระดับรถคันเดิม ให้ขึ้นมาอยู่ในมาตรฐานของ Mazda

เหมือน พ่อครัวชาวจีน ปรุงข้าวผัด ไว้ได้อร่อยประมาณหนึ่ง แล้ววิศวกร Mazda ก็นำ Know how ตัวเอง มาเพิ่มสูตร ปรับประยุกต์ แล้วปรุงขึ้นมาใหม่ ทำให้ข้าวผัดจานเดิม อร่อยเหาะ ยิ่งขึ้นไปอีก!

ผลลัพธ์ก็คือ รถยนต์ Made in China But, Re-work & re-tuned by Japanesse Quality ที่ดีขึ้น ทั้งคัน และเชื่อว่าน่าจะทำให้ลูกค้าชาวไทย ยอมรับได้มากขึ้่น เพียงแต่ว่า ด้วย การจัดวาง Packaging ของตัวรถเดิม มีช้อจำกัดอยู่ ทำให้พื้นที่ในการโดยสารบนเบาะหลัง ก็ยังคง ไม่สบายเท่าที่ควร เหมือน L07 เดิม นั่นแหละ

มันเหลือคำถามแค่ว่า รถยนต์รุ่นใหม่ๆของพวกเขาจะถูกใจคุณไหม ต่อสู้กับการแข่งขันที่เดือดดาล ในตลาดที่ถูกบิดเบือนไปจนเละเทะหมดแล้วนี้ ได้มากน้อยแค่ไหน

ตอนนี้ ยังอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น และคงต้องรอให้เราได้มีโอกาส ยืม MAZDA 6e มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้นานขึ้นกว่านี้ ซึ่งนั่นคงจะต้องรอหลังจากที่ Mazda จัดทริปทดลองขับ สำหรับสื่อมวลชน ในช่วงเดือน มิถุนายน ที่จะถึงนี้

คาดว่า คุณผู้อ่าน น่าจะได้พบกับคลิปและบทความ Full Review ของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน รุ่นแรกของ Mazda ในไทย คันนี้ ได้ ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2026 เป็นอย่างเร็วที่สุด!

————————///———————–

ขอขอบคุณ / Special Thanks

-ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท Mazda Sales (Thailand) จำกัด
สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

เตรียมข้อมูลตัวรถ และภาพถ่ายบางส่วน โดย Mark Pongswang

————————————————

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ยกเว้นภาพถ่าย ในกิจกรรม โดย ช่างภาพของทาง Mazda

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
19 มีนาคม 2026

Copyright (c) 2026 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole 
without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
March 19th, 2026

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!

———————————–