เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 DS Automobiles แบรนด์หรูจากเมืองน้ำหอมได้เปิดตัวรถครอสโอเวอร์ใหม่ N°7 อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามาแทนที่ DS 7 เดิม พร้อมสะท้อนทิศทางใหม่ของแบรนด์ในตลาดรถพรีเมียมของยุโรป โดยรถรุ่นนี้ต่อยอดงานออกแบบจากรถซีดานเรือธง DS N°8 ด้วยชุดไฟหน้าเทคโนโลยีขั้นสูง PixelVision รูปทรงเรียวคล้ายใบมีด โดดเด่นด้วยไฟ LED รูปตัว V และกระจังหน้าแบบเรืองแสงได้ Luminascreen ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของแบรนด์
ตัวถังภายนอกถูกออกแบบให้ลู่ลมมากขึ้น พร้อมมือเปิดประตูแบบเรียบเนียนเสมอกับตัวถัง หลังคาท้ายลาดสไตล์ Coupe SUV และประตูหลังที่ยาวขึ้นกว่ารุ่น 7 เสริมด้วยหลังคากระจก panoramic ขนาดใหญ่ขึ้น 40% และล้ออัลลอยขนาดสูงสุด 21 นิ้ว พร้อมมิติตัวรถยาว 4,660 มม. กว้าง 1,900 มม. สูง 1,630 มม. และฐานล้อยาว 2,790 มม. ซึ่งยาวขึ้นจากรุ่นเดิมทั้งความยาวและฐานล้อ
ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบหรูด้วยมาตรวัด Full Digital ขนาด 10 นิ้ว หน้าจอกลางขนาด 16 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมหน้าจอ Head-Up Display และพวงมาลัยรูปทรงตัว X ที่ DS ระบุว่าเป็นแนวทางการออกแบบใหม่ของแบรนด์ ขณะที่คอนโซลกลางแบบลอยตัวและคันเกียร์ขนาดเล็กช่วยเพิ่มความทันสมัยให้กับตัวรถไปอีกขั้น
วัสดุตกแต่งมีให้เลือกทั้งผ้า Alcantara หนัง Nappa หลากสี ตกแต่งด้วยวัสดุอะลูมิเนียมปัดลาย และไม้แท้ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เบาะหลังปรับอุ่นได้ เบาะหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบอุ่นเบาะและระบบระบายอากาศ นวด และระบบอุ่นต้นคอ รวมถึงกระจกมองหลังดิจิทัล ไฟ ambient light และเครื่องเสียง 6 หรือ 14 ลำโพง
ด้านระบบช่วยขับ รถรุ่นนี้ติดตั้ง DS Drive Assist 2.0 ซึ่งเป็นระบบขับกึ่งอัตโนมัติระดับ 2 รวมการควบคุมรถให้อยู่กลางเลน ระบบ adaptive cruise control พร้อม stop & go การเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ และระบบ night vision ที่ตรวจจับคนเดินถนน จักรยาน และสัตว์ได้ไกลถึง 300 เมตร
N°7 พัฒนาบนแพลตฟอร์ม STLA Medium โดยรุ่นขุมพลังไฟฟ้าล้วน E-TENSE เริ่มจากแบตเตอรี่ความจุ 73.7 kWh ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ให้พละกำลัง 227 แรงม้า วิ่งได้ไกลสูงสุด 543 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ส่วนรุ่น Long Range ใช้แบตเตอรี่ความจุ 97.2 kWh พละกำลัง 242 แรงม้า วิ่งได้สูงสุด 740 กม. และรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ Long Range AWD ให้พละกำลังรวม 345 แรงม้า วิ่งได้ 679 กม. พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC ด้วยกำลังสูงสุด 160 kW ที่ชาร์จจาก 20-80% ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที
สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ DS ยังมีตัวเลือกรุ่น N°7 HYBRID ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว โดยให้พละกำลังรวม 145 แรงม้า และมีค่าการปล่อย CO2 ต่ำสุดในกลุ่มคู่แข่งโดยตรง อยู่ที่ 121-127 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 5.4 ลิตร/100 กม. ขุมพลังประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ความจุ 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 28 แรงม้า ที่ติดตั้งรวมอยู่ในเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 6 จังหวะ
ด้วยระบบ Hybrid แบบ self-charging สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุดถึง 50% ของเวลาใช้งานในเมืองหรือชานเมือง โดยอาศัยการชาร์จไฟกลับจากพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างการชะลอความเร็วและเบรก โดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จภายนอก ถือเป็นทางเลือกที่ DS วางตำแหน่งไว้สำหรับการใช้งานประจำวันอย่างยืดหยุ่นและประหยัดพลังงาน
ที่มา: Carscoops
