เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2026 Chevrolet ได้คืนชีพชื่อระดับตำนานของตระกูล Corvette Grand Sport อีกครั้งในรุ่นปี 2027 พร้อมเปิดตัวรุ่นใหม่ Corvette Grand Sport X ที่เข้ามาสร้างตำนานบทใหม่ให้กับสายพันธุ์ Grand Sport โดยทั้งสองรุ่นยังคงยึดแนวคิดเดิมของ Grand Sport ในฐานะรุ่นที่เลือกทางสายกลางทั้งด้านสมรรถนะที่จัดจ้าน รูปลักษณ์โดดเด่น และการใช้งานประจำวัน แต่ยกระดับขึ้นด้วยขุมพลัง V8 เจเนอเรชันใหม่ที่ให้แรงบิดสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในบรรดาเครื่องยนต์ V8 แบบไร้ระบบอัดอากาศของแบรนด์
ชื่อ Grand Sport มีรากฐานตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 เมื่อ Chevrolet ผลิตรถแข่ง C2 เพียง 5 คันเพื่อลงแข่งในสนาม Sebring International Raceway ก่อนที่ชื่อ Grand Sport จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Corvette ที่เน้นน้ำหนักเบา พร้อมจุดเด่นด้านการใช้งานในสนามแข่ง และการดึงเทคโนโลยีจากรุ่นแรงที่สุดในแต่ละยุคมาปรับใช้กับรถถนน โดยยังคงเอกลักษณ์สีตัวถัง ลายคาดกลาง และแถบ hash marks บนซุ้มล้อที่เคยใช้แยกรถแข่งแต่ละคันในอดีต
งานออกแบบภายนอกของรุ่น Grand Sport ใหม่ได้ดึงรายละเอียดจากรถแข่งดั้งเดิมกลับมาใช้อีกครั้ง โดยแถบที่ตกแต่งตัวถังแบบ hash marks ได้ย้ายจากซุ้มล้อหน้าไปอยู่ที่ด้านท้ายรถเป็นครั้งแรกเพื่อสะท้อนตำแหน่งเครื่องยนต์วางกลาง พร้อมสีตัวถังใหม่ สีน้ำเงิน Admiral Blue Metallic ที่ได้ถูกนำกลับมาจากยุค C4 พร้อมลายคาดขาวกลางคันและแถบแดง ส่วนสีใหม่อย่างสีเทา Pitch Gray Metallic จะมีให้เลือกใน Corvette ทุกรุ่นปี 2027 รวมถึงล้ออัลลอยแบบฟอร์จลาย 10 ก้านเฉพาะรุ่นและล้อคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาหลายรูปแบบ
ขณะที่การตกแต่งภายในของรุ่น Grand Sport ได้อ้างอิงมาจากรุ่น Launch Edition ที่ใช้โทนสีน้ำเงิน Santorini Blue เกือบทั้งห้องโดยสาร ตัดด้วยด้ายสีแดงและรายละเอียดเฉพาะรุ่น พร้อมพนักพิงศีรษะปั๊มลาย Grand Sport พร้อมตราที่พวงมาลัยเฉพาะรุ่น ขณะที่ Chevrolet Corvette Stingray รุ่นปี 2027 ก็ได้รับการอัพเกรดเครื่องยนต์ LS6 เช่นเดียวกัน พร้อมช่วงล่างปรับจูนใหม่ และยังได้ปรับอัตราทดเฟืองท้ายให้สั้นลงในแพ็กเกจ Z51 และยาง Michelin รุ่นใหม่
หัวใจของรุ่น Grand Sport ใหม่คือเครื่องยนต์เบนซินรหัส LS6 V8 ความจุ 6.7 ลิตรเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นขุมพลังหลักของ Corvette Stingray รุ่นปี 2027 เช่นเดียวกัน เครื่องยนต์นี้ให้กำลังสูงสุด 535 แรงม้า แรงบิด 705 นิวตัน-เมตร ใช้อัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 พร้อมลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 95 มม. และท่อไอดีแบบ tunnel ram ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ ติดตั้งลูกสูบและก้านสูบแบบฟอร์จ ระบบหล่อลื่นชุดใหม่ และท่อร่วมไอเสียปรับปรุงใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานหนักอย่างต่อเนื่อง โดยส่งกำลังผ่านเกียร์ดูอัลคลัตช์ 8 จังหวะ
ขณะที่ Corvette Grand Sport รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังถูกวางเป็นรถสปอร์ตสำหรับสาย purist ที่ต้องการอารมณ์ของขุมพลัง V8 แบบดั้งเดิมเต็มรูปแบบ มาพร้อมระบบช่วงล่าง Magnetic Ride Control เป็นมาตรฐานจับคู่ช่วงล่าง Touring Suspension และยาง Michelin Pilot Sport All Season 4 ให้ใช้งานได้ทั้งเดินทางไกลและขับสนุกบนถนนคดเคี้ยว
โดยมีออพชั่นแพ็กเกจ Z52 Sport Performance เพิ่มช่วงล่างที่แข็งขึ้น ยาง Pilot Sport 4S และเบรก J56 จาก Chevrolet Corvette Z06 ส่วน Z52 Track Performance ขยับไปใช้เบรกคาร์บอนเซรามิก J57 พร้อมยาง Pilot Sport Cup 2R และชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์รอบคันสำหรับใช้งานในสนามเต็มรูปแบบ
รุ่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในไลน์อัพ ได้แก่ Corvette Grand Sport X ซึ่งเพิ่มระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้า eAWD โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งที่เหลาล้อหน้า ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ LS6 ที่ด้านหลัง พร้อมแบตเตอรี่ขนาดกะทัดรัดแบบเดียวกับ Chevrolet Corvette ZR1X ส่งกำลังรวมสูงถึง 721 แรงม้า มอเตอร์หน้าให้แรงบิดทันที 197 นิวตัน-เมตร ช่วยเพิ่มการออกตัวและการยึดเกาะในโค้งอย่างชัดเจน พร้อมโหมดจัดการพลังงาน 3 รูปแบบ ได้แก่ Endurance Qualifying และ Push-to-Pass เพื่อให้ผู้ขับเลือกการตอบสนองได้ตามลักษณะการใช้งาน
นอกจากนี้ รุ่น Grand Sport X ยังสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนผ่านโหมด Stealth ที่ความเร็วสูงสุด 50 ไมล์ต่อชั่วโมง รวมถึงโหมด Shuttle สำหรับการเคลื่อนที่ช้าๆในพื้นที่ชุมชน โดยเครื่องยนต์ V8 จะไม่ติดขึ้นเพื่อลดมลภาวะ

โดย Corvette ไลน์อัพใหม่ทั้งหมดจะเริ่มผลิตที่โรงงาน Bowling Green Assembly ช่วงฤดูร้อนปี 2026 นี้
ที่มา: Chevrolet
