BYD ได้เปิดรับจอง Denza D9 รุ่นปี 2026 ในวันที่ 29 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา โดย MPV รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ยังคงมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นขุมพลัง Plug-in hybrid (PHEV) และไฟฟ้าล้วน (BEV) พร้อมอัพเกรดฮาร์ดแวร์สำคัญด้านแบตเตอรี่และระบบชาร์จให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับงานออกแบบภายนอก มีการปรับโฉมบริเวณด้านหน้า โดยใช้กระจังหน้าแบบใหม่ที่มีมิติและความลึกมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนตัวถังยังคงเดิม โดยมีความยาว 5,250 มม. กว้าง 1,960 มม. สูง 1,900 มม. และระยะฐานล้อ 3,110 มม. ซึ่งใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า
ขุมพลังในรุ่น PHEV ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ โดยให้กำลังจากเครื่องยนต์ 156 แรงม้า มอเตอร์หน้า 272 แรงม้า และมอเตอร์หลังอีก 61 แรงม้า รองรับระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนมากกว่า 400 กม. (มาตรฐาน CLTC) และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 6.35 ลิตร/100 กม.
สำหรับรุ่น BEV มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ด้านหน้าให้พละกำลัง 462 แรงม้า และในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อจะเพิ่มมอเตอร์หลังอีก 95 แรงม้า ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 557 แรงม้า โดยมีระยะทางวิ่งไฟฟ้าล้วนให้เลือกสูงสุด 750 กม. และ 800 กม. ตามแต่ละรุ่นย่อย
จุดเด่นสำคัญคือการใช้แบตเตอรี่เทคโนโลยี Short Blade 2.0 ของ BYD ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการชาร์จความเร็วสูง Ultra-fast Flash Charging ออกแบบให้รองรับ DC ชาร์จ กำลังไฟสูงสุดในระดับ ~1,500 kW สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 70% ได้ภายในเวลาประมาณ 5 นาที และจาก 10% ถึง 97% ภายในเวลาประมาณ 9 นาที ขณะที่ในสภาพอากาศหนาวจัดที่ -20°C ใช้เวลาประมาณ 12 นาที และที่ -30°C จะเพิ่มขึ้นเพียงราว 3 นาที นอกจากนี้ รุ่นปรับปรุงใหม่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง God’s Eye เวอร์ชัน 5.0 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันล่าสุดของ BYD
Denza D9 มียอดส่งมอบสะสมทั่วโลกแตะ 300,000 คันภายในปลายปี 2025 และครองส่วนแบ่งราว 60% ในตลาด MPV พลังงานใหม่กลุ่มพรีเมียมของจีน พร้อมมีแผนขยายสู่ตลาดยุโรป ขณะที่ในออสเตรเลียมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นราว 85,990 เหรียญ (ประมาณ 2,827,179 บาท) เช่นเดียวกับความสำเร็จในไทยที่วางราคาและตำแหน่งทางการตลาดได้เหมาะสมจนกวาดยอดขายไปได้พอสมควร นับเป็นหนึ่งใน MPV ไฟฟ้าระดับหรูที่มาแรงที่สุดในตลาดปัจจุบัน
ที่มา: Carnewschina
