BYD รายงานผลประกอบการทั่วโลกในปี 2025 โดยระบุว่ามูลค่ารายได้อยู่ที่ 8,039,600 ล้านหยวน (ราว 38,122,000 ล้านบาท) สูงขึ้นจากปีก่อน 3.5% แต่ในส่วนของผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 326,200 ล้านหยวน (ราว 1,546,000 ล้านบาท) ลดลงจากปีก่อน 19% หรือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ BYD มีผลกำไรสุทธิลดลง ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าเกิดจากสภาพการแข่งขัน ของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนที่เขี้ยวลากดิน ทั้งในบ้านเกิดและต่างแดน
ในส่วนของยอดส่งมอบรถยนต์สะสมทั่วโลก BYD ทำตัวเลขในปี 2025 ได้ราว 4.6 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดส่งออกราว 1.05 ล้านคัน นับเป็นครั้งแรกที่ BYD มียอดส่งออกรถยนต์สูงกว่า 1 ล้านคัน ในส่วนของมูลค่าการลงทุน BYD ได้ควักเงินให้กับฝ่าย R&D ในมูลค่า 634,000 ล้านหยวน (ราว 3,006,000 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่า BYD เลือกที่จะพัฒนาเทคโนโลยีขุมพลังพ่วงระบบไฟฟ้า พร้อมเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ทั้งแบตเตอรี่และการชาร์จ เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้น
ส่วนจำนวนพนักงานทั่วโลกของ BYD ในปี 2025 อยู่ที่ราว 870,000 ตำแหน่ง หายไปจากปีก่อนหน้าเกือบ 100,000 ตำแหน่ง หรือลดลง 10% ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่าเกิดจากการปรับโครงสร้าง, เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และ บริหารจัดการต้นทุน เพื่อให้รับมือกับการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเลขผลกำไรลดลง ไม่ได้มีอัตราเติบโตโดดเด่นเหมือนในช่วงไม่กี่ปีก่อน
มีการวิเคราะห์ว่า การเปิดตัวเทคโนโลยี Blade Battery 2.0 พร้อม Flash Charging 2.0 ซึ่งใช้เวลาเพียง 9 นาที ในการชาร์จไฟจาก 10 – 97% จะสามารถกอบกู้สถานการณ์ของ BYD ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเทคโนโลยีล่าสุดนี้ แม้จะมีประสิทธิภาพโดดเด่นเหนือคู่แข่งจริง แต่ยังมีราคาสูงและสงวนไว้ให้ในผลิตภัณฑ์ระดับบน ขัดกับสิ่งที่ทำให้ BYD โตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างรถยนต์ระดับเริ่มต้นในกลุ่ม Dynasty และ Ocean ซึ่งตอนนี้มี Leapmotor และ Geely มาเจาะ เกมส์นี้จึงต้องติดตามกันต่อ ทั้งเรื่องราคาและนวัตกรรม
ที่มา: carnewschina, easterneye
