จีนก้าวขึ้นเป็นประเทศต้นทางการนำเข้ารถยนต์รายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดยานยนต์แดนจิงโจ้ หลังจากที่ญี่ปุ่นครองตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1998

ข้อมูลจาก Federal Chamber of Automotive Industries (FCAI) ระบุว่าในเดือนกุมภาพันธ์ รถยนต์นำเข้าจากจีนมียอดรวม 22,300 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% แซงหน้าญี่ปุ่นที่ทำได้ 21,600 คัน และไทยที่ 19,400 คัน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างตลาด

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้จีนเติบโตอย่างรวดเร็ว มาจากความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Plug-in hybrid (PHEV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์อย่าง BYD ที่สามารถตอบโจทย์ด้านราคาจำหน่ายที่คุ้มค่า ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 160% แตะ 10,200 คันในช่วง 2 เดือนแรกของปี

นอกจากนี้ Great Wall Motor (GWM) ยังประสบความสำเร็จในกลุ่ม SUV และรถกระบะโดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 23.4% ในปี 2025 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์จีนในกลุ่มรถใช้งานจริงที่ได้รับความนิยมในตลาดออสเตรเลีย

 

ตลาดรถยนต์ของออสเตรเลียพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ยุติการผลิตในประเทศ ทำให้ไม่มีฐานการผลิตภายใน อีกทั้งยังไม่มีภาษีนำเข้ารถยนต์ ส่งผลให้ตลาดเปิดกว้างสำหรับแบรนด์ต่างชาติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถ SUV และรถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมสูง

ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียเริ่มยอมรับรถยนต์จากจีนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จากจุดเด่นด้านราคาที่เข้าถึงง่าย เทคโนโลยีทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถไฟฟ้า ทำให้แบรนด์จีนสามารถเจาะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นับตั้งแต่ปี 2020 มีแบรนด์รถยนต์จีนเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียแล้วอย่างน้อย 9 แบรนด์ ทำให้ปัจจุบันมีผู้ผลิตจากจีนมากกว่าสิบราย โดยแบรนด์หลักที่ได้รับความนิยม ได้แก่ MG BYD GWM และ Chery

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในออสเตรเลียปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 103,000 คัน โดยรถที่ผลิตในจีนมีสัดส่วนสำคัญในตลาดนี้ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มด้านราคาและเทคโนโลยียังคงเดินหน้าเช่นนี้ ผู้ผลิตจากจีนอาจครองส่วนแบ่งตลาดรถใหม่ในออสเตรเลียมากกว่า 40% ภายในปี 2030

ที่มา: Carnewschina