Zeekr ประกาศเตรียมเปิดตัว Zeekr 8X ในฐานะรถยนต์ SUV รุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาแทรกกลางระระหว่าง 7X และ 9X ในวันที่ 17 เมษายน 2026 พร้อมเปิดเผยรายละเอียดตัวรถ ทั้งสเป็กทั้งด้านขุมพลังขับเคลื่อน ความสะดวกสบาย ตลอดจนเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ ซึ่งถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ Zeekr ให้สามารถรับมือกับตลาดรถยนต์ SUV ที่แข่งขันกันดุเดือนมากขึ้นทั้งในตลาดจีนและตลาดโลก
Zeekr 8X ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Full-size SUV โดยมีมีติตัวถัง ดังนี้
- ความยาว 5,100 มิลลิเมตร
- ความกว้าง 1,998 มิลลิเมตร
- ความสูง 1,780 มิลลิเมตร
- ความยาวฐานล้อ 3,069 มิลลิเมตร
Zeekr 8X ถูกออกแบบมาในแนวทาง Premium SUV ที่เน้นความหรูหราแบบจีนร่วมสมัย แต่ยังคงความดุดันและความใหญ่โตในสัดส่วนระดับเรือธง โดยภาพ Official เผยให้เห็นว่ารถรุ่นนี้มีการทำดีไซน์ภายนอกให้เลือก 2 รูปแบบ ชัดเจน แยกเป็นเวอร์ชัน Flagship ที่เน้นความหรูหราสง่างาม กับเวอร์ชัน Performance ที่ตกแต่งให้ดูสปอร์ตเข้มขึ้น
ระบบไฟหน้าของ 8X เรียกว่า Vast Star Diamond Matrix Headlights เป็นไฟหน้าแบบ Matrix ที่เน้นงานแสงแบบเครื่องประดับ ตามสไตล์รถจีนยุคใหม่ โดยในโคมไฟมีการใช้พื้นผิวแบบ Diamond-cut จำนวนถึง 25,368 จุด เพื่อสร้างเอฟเฟกต์การสะท้อนแสงให้เหมือน Galaxy ขณะที่อีกเวอร์ชันหนึ่งของชุดไฟหน้าเรียกว่า Guangyu Intelligent High-Definition Projector Headlight ซึ่งไม่ใช่แค่ไฟส่องทาง แต่รองรับการ ฉายลวดลายหรือสัญลักษณ์ลงพื้นถนน เพื่อสื่อสารกับคนเดินถนนหรือรถรอบข้าง พร้อมระบุว่าสามารถสร้างพรมแสง หรือ light carpet กว้างถึง 2.4 เมตร เพื่อช่วยให้รถขนาดใหญ่ผ่านทางแคบได้ปลอดภัยขึ้น
ส่วน ไฟท้าย ใช้แนวคิด Coastline-style Taillights มาในรูปแบบไฟเส้นยาวพาดเต็มท้ายรถ เน้นความพรีเมียม แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้โครงสร้างแบบคริสตัล โดยภายในชุดไฟมีพื้นผิวทรงเพชรถึง 54,894 จุด และปล่อยแสงสีแดงเข้มระดับ 630 nm Ultra-red Light เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น แม้ในสภาพอากาศแย่ เช่น ฝนตกหรือหมอกหนา
ภายในห้องโดยสารใช้แนวทาง Dual-screen Cockpit โดยมีหน้าจอหลักสำหรับระบบ Infotainment อยู่ตรงกลาง และมี หน้าจอแยกสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถรับชมข้อมูลหรือความบันเทิงแยกจากผู้ขับได้อย่างสะดวก มีการติดตั้งหน้าจอแสดงผลแบบเต็มระบบ เริ่มจากแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 13.02 นิ้ว ความคมชัดสูง ออกแบบกราฟิกในลักษณะโค้งรับสายตา พร้อมความสว่างสูงถึง 800 nits เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง ขณะที่ระบบ AR-HUD ขนาด 44 นิ้ว สามารถฉายข้อมูลสำคัญขึ้นบนกระจกหน้าได้อย่างคมชัด ด้วยความสว่างสูงสุดถึง 20,000 nits รองรับการใช้งานทั้งกลางวันจ้า อุโมงค์ หรือสภาพอากาศฝนและหิมะ ช่วยลดการละสายตาจากถนนของผู้ขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในห้องโดยสารยังติดตั้งหน้าจอหลักแบบ OLED คู่ ขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด 3.5K ที่มีขอบจอบางพิเศษและให้คุณภาพสีดีเยี่ยม รองรับการแสดงผลและควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของตัวรถอย่างครบถ้วน ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังก็ได้รับประสบการณ์ระดับ First-Class ด้วยหน้าจอเพดานแบบ 17 นิ้ว ความละเอียด 3K ซึ่งมีอัตราความคมชัดและคอนทราสต์สูง พร้อมมุมมองที่ปรับได้เพื่อความสบายในการรับชม รวมถึงหน้าจอควบคุมขนาด 8 นิ้ว แบบ Mini-LED ที่ติดตั้งบริเวณด้านหลัง สำหรับสั่งงานฟังก์ชันต่างๆ เช่น เบาะนั่ง ม่านบังแดด และไฟ Ambient ภายในรถได้โดยตรง

เบาะนั่งของ Zeekr 8X ถูกพัฒนาให้เป็นหนึ่งในจุดขายหลักของตัวรถ วัสดุหุ้มเบาะใช้หนัง Nappa พร้อมโครงสร้างเบาะแบบหลายชั้น โดยเบาะรองนั่งมีถึง 9 ชั้น และพนักพิงหลัง 8 ชั้น เพื่อกระจายแรงกดและรองรับสรีระได้ดีในทุกระยะการเดินทาง ขณะที่เบาะแถวที่สองถูกออกแบบในสไตล์ Eames lounge chair เน้นความนุ่มและการโอบรับตัวผู้โดยสาร พร้อมฟังก์ชันปรับเอนพนักพิงได้สูงสุด 137 องศา และมีที่รองขาแบบไฟฟ้าปรับได้ รวมถึงเลื่อนเบาะหน้า-หลังได้ระยะถึง 150 มม. เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานตามต้องการ
นอกจากความสบายพื้นฐานแล้ว Zeekr ยังใส่ฟังก์ชันระดับรถผู้บริหารมาแบบครบชุด ไม่ว่าจะเป็น ระบบปรับไฟฟ้า, ระบบระบายอากาศ, อุ่นเบาะ, ระบบนวดแบบ 22 จุด (SPA-grade massage) ที่ใช้แรงกดลึกแบบ 3D เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงหน่วยความจำตำแหน่งเบาะ และระบบต้อนรับผู้โดยสาร Welcome Mode ที่ช่วยเลื่อนเบาะให้อัตโนมัติเพื่อขึ้น-ลงรถได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีรายละเอียดใช้งานจริง เช่น โต๊ะพับคู่ Double Table สำหรับทำงานหรือรับประทานอาหาร และพื้นที่วางขาที่กว้างเป็นพิเศษถึงระดับเกือบ 1 เมตรในแถวหลัง

ระบบขับเคลื่อนของ Zeekr 8X ถูกพัฒนาในแนวคิด Three Engines and Twelve Modules ประกอบด้วย เครื่องยนต์รหัส DHE20-PFZ เบนซิน 2.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged มีประสิทธิภาพเชิงความร้อนมากกว่า 46% ให้กำลังสูงสุดราว 205 กิโลวัตต์ หรือ 275 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 รูปแบบ ได้แก่ Dual-motor กำลังสูงสุด 660 กิโลวัตต์ หรือ 897 แรงม้า และ Triple-motor กำลังสูงสุด 1,030 กิโลวัตต์ หรือ 1,381 แรงม้า ซึ่งรุ่นแรงสุด Triple-motor สามารถเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายใน 2.96 วินาที เท่านั้น
ด้านแบตเตอรี่มีให้เลือก 2 ขนาดความจุ คือ 55.1 kWh และ 70 kWh จากผู้ผลิตแบตเตอรี่ CATL-Geely ซึ่งในรุ่นแบตเตอรี่ใหญ่สุดทำให้ Zeekr 8X วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุดถึงประมาณ 328 กิโลเมตร และเมื่อรวมกับระยะทางการวิ่งด้วยน้ำมันแล้ว ตัวรถสามารถทำระยะทางรวม 1,416 กิโลเมตร (CLTC)
ระบบ All-terrain driving mode ที่ออกแบบมาให้ปรับตัวเข้ากับทุกสภาพเส้นทาง โดยมีโหมดการขับขี่พื้นฐานให้เลือกถึง 5 รูปแบบ ได้แก่
- Comfort
- Economy
- Sport
- Sport+
- Personalization โหมดปรับแต่งค่าเอง
ขณะเดียวกันยังเพิ่มความสามารถด้านการลุยด้วยโหมดเฉพาะทางอีกถึง 8 รูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่พื้นผิวทั่วไปอย่างทางกรวด
- หิมะบาง Shallow Snow
- โคลน Muddy Ground
- ทราย Sandy
- หิน Rock Climbing
- ภูเขา Mountain Road
- ลุยน้ำ Wading
อีกหนึ่งจุดที่ Zeekr ภูมิใจนำเสนอ คือสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดัน 900V+ รองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงถึง 500 kW ทำให้การชาร์จตั้งแต่ 20–80 % สามารถทำได้อย่างรวดเร็วใน 9 นาที และช่วยให้การเดินทางไกลเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าคู่แข่ง PHEV รุ่นอื่นๆ ในตลาด
ด้านช่วงล่าง Zeekr 8X จัดเต็มในระดับเดียวกับรถหรู ด้วยระบบ ถุงลมแบบ Dual-chamber Air Suspension ที่สามารถปรับระดับความสูงได้สูงสุด 80 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับโช้คอัพแบบ CCD (Continuous Controlled Damping) ควบคุมด้วยไฟฟ้าแบบวาล์วคู่ ซึ่งสามารถปรับแรงหน่วงแยกอิสระระหว่างการยุบและยืดได้ ทำให้มีช่วงการทำงานกว้างกว่าระบบทั่วไปถึง 2-3 เท่า เสริมด้วย Active Stabilizer Bar ที่ตอบสนองในระดับ 0.2 วินาที และสร้างแรงต้านการโคลงได้สูงถึง 1,400 นิวตันเมตร ช่วยลดอาการโคลงตัวของรถขณะเข้าโค้งความเร็วสูงให้ใกล้เคียงศูนย์ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบเบรกสมรรถนะสูงจาก Brembo แบบ 4 พอต พร้อมระยะเบรก 100-0 กม./ชม. เพียงประมาณ 35 เมตร
ด้านระบบช่วยขับและเทคโนโลยีอัจฉริยะ Zeekr 8X ถูกพัฒนาในแนวคิด Smart AI Agent Architecture ที่ผสานการทำงานระหว่างระบบประมวลผลบนคลาวด์ และตัวรถ (Cloud + Vehicle integration) โดยใช้โมเดล AI แบบ Multi-modal ที่สามารถประมวลผลทั้งภาพ เสียง และข้อมูลสภาพแวดล้อมได้พร้อมกัน ช่วยให้ตัวรถสามารถ “เข้าใจสถานการณ์จริง” ได้ลึกมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจจับวัตถุ แต่รวมถึงการคาดการณ์พฤติกรรมของผู้ใช้ถนนรอบข้าง และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
ในด้านฮาร์ดแวร์ Zeekr 8X มาพร้อมระบบช่วยขับ G-ASD (Advanced Driving System) ที่ติดตั้งชุดเซ็นเซอร์รอบคันในระดับสูงสุดถึง 43 ตำแหน่ง ทำงานร่วมกับชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE Thor-U เพื่อรองรับการคำนวณแบบเรียลไทม์ในระดับสูง พร้อมฟีเจอร์การขับขี่อัตโนมัติในบางสถานการณ์ เช่น การนำทางในเขตเมือง (Urban Navigation), การช่วยจอดอัตโนมัติ และการขับเคลื่อนแบบไร้แผนที่ในพื้นที่จำกัด (Map-free navigation) โดยระบบยังมีการออกแบบด้านความปลอดภัยแบบ End-to-End redundancy หรือการตรวจสอบซ้ำหลายชั้น เพื่อให้การตัดสินใจของ AI มีความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด

แม้ว่า Zeekr 8X จะถูกเปิดเผยรายละเอียดตัวรถออกมาเกือบครบถ้วนแล้ว แต่ในด้านราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการนั้น ยังต้องรอการประกาศในวันเปิดตัวจริง ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 17 เมษายน 2026 โดยปัจจุบันมีเพียงตัวเลข ช่วงราคา Pre-sale ในประเทศจีน เริ่มต้นที่ราว 376,800 – 516,800 หยวน หรือประมาณ 1.9 – 2.6 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีนำเข้าไทย)
คำถามสำคัญสำหรับตลาดบ้านเรา คือ Zeekr 8X จะมีโอกาสเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยหรือไม่ ณ เวลานี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทาง Zeekr แต่ด้วยทิศทางของแบรนด์ที่เริ่มขยายตลาดนอกประเทศจีนมากขึ้นในช่วงหลัง ประกอบกับกระแสตอบรับของรุ่นอื่นในตระกูล Zeekr ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในไทย จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ 8X จะถูกพิจารณานำเข้ามาทำตลาดในอนาคต
ที่มา : Zeekr, CarNewsChina
