Nio Firefly มีรุ่นปี 2026 ตามมาแล้วที่ประเทศจีน โดยเปิดตัวที่นั่นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 พร้อมสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้า ที่มียอดขายสะสมเกิน 50,000 คัน เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ในส่วนของรุ่นใหม่นั้น มีการปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์ พร้อมเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานและปรับแต่งขุมพลังใหม่ สำหรับรายละเอียดมิติตัวถัง มีดังต่อไปนี้
- ยาว x กว้าง x สูง : 4,003 x 1,781 x 1,557 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ : 2,615 มิลลิเมตร
ภายนอกของ Nio Firefly มีรุ่นปี 2026 เพิ่มตัวถังสีใหม่กับสีส้ม Maillard ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสีส้มแดงของอิฐในเมือง Porto ล้อเพิ่มลายใหม่มีให้เลือกทั้งลาย 3 ก้านคู่ และลาย 6 ก้านเดี่ยว ชายล่างตัวถังจะมีสีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสีหลัก โดยมีทั้งสีดำด้านและสีเทา นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มไฟ LED สีฟ้าที่กระจกมองข้างทั้งสองฝั่ง เพื่อใช้บอกสถานะการทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ทั้งยังเพิ่มอรรถประโยชน์ด้วยช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 92 ลิตร
Nio Firefly มีรุ่นปี 2026 ปรับระบบปฏิบัติการในห้องโดยสารเป็น Aster 1.4.0 โดยมีการเพิ่มลูกเล่นหลายอย่างทั้งการแสดงผลของภาพจากเกมส์, เปลี่ยนเสียงล็อคประตู และ เครื่องเสียง Firefly Band ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เพิ่มการฉายภาพตำแหน่งรถแบบ Panoramic, ระบบช่วยถอยจอดอัจฉริยะพร้อมการปรับค่าได้, ระบบชี้นำตำแหน่งของการถอยหลัง และ ระบบวัดค่าลมยางโดยตรง ปิดท้ายด้วยการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยกับที่เก็บของใต้เบาะผู้โดยสารหน้า และ กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ พร้อมระบบจดจำตำแหน่ง
Nio Firefly มีรุ่นปี 2026 ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว กำลังสูงสุด 161 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากเดิม 20 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 7.9 วินาที ไวขึ้นกว่าเดิม 0.2 วินาที แบตเตอรี่มีขนาด 42.1 kWh เท่าเดิม ขับขี่ได้ไกลสุดเป็นระยะทาง 420 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน CLTC ส่วนรุ่นย่อยมี 2 รุ่นด้วยกัน สนนราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประเทศจีน 119,800 หยวน (ราว 562,000 บาท) สำหรับรุ่น Free และ 125,800 หยวน (ราว 590,000 บาท) สำหรับรุ่น Glow
ที่มา: autohome, carnewschina
