ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากนับตั้งแต่เริ่มเข้าปี 2026 หลังมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐถูกยกเลิก รวมถึงนโยบายเครดิตภาษี EV ที่ยุติเป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้ยอดขายรถ EV ในไตรมาสแรกของปี 2026 หดตัวราว 27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลของ Cox Automotive

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นความต้องการ EV ในระยะสั้น (ไม่ใช่เพียงแต่ในประเทศไทย) เมื่อผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกที่ประหยัดค่าเชื้อเพลิงมากขึ้น

 

José Muñoz ผู้รั้งตำแหน่ง CEO ของ Hyundai Motor Company เปิดเผยว่า ยอดขายรถ EV ของค่ายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 40% ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2026 โดยชี้ชัดว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงคือปัจจัยหลักที่ผลักดันความต้องการได้อย่างรวดเร็ว

โดย Hyundai Ioniq 5 สามารถทำยอดขายได้ 4,425 คันในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 27% จากเดือนก่อนหน้า กลายเป็นหนึ่งใน EV ที่ขายดีที่สุดในประเทศ รองจาก Tesla ขณะที่ Hyundai Ioniq 9 ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จาก 505 คันเป็น 905 คันในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ถึงแม้ยอดขายจะฟื้นตัวในบางช่วง แต่ José Muñoz ยอมรับว่าความคาดหวังเดิมที่ EV จะครองส่วนแบ่งตลาด 50–60% ภายในสิ้นทศวรรษอาจไม่เป็นจริงอีกต่อไป โดยได้ประเมินตัวเลขใหม่ว่าอาจอยู่ที่เพียง 10–15% ซึ่งยังเพียงพอให้บริษัทเดินหน้าลงทุนการพัฒนารถ EV ต่อ

ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เว็บไซต์ยานยนต์ระดับหัวแถวของสหรัฐฯ Edmunds พบว่าผู้บริโภคมีความสนใจรถ EV เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าชาวอเมริกันเกือบ 1 ใน 3 เริ่มพิจารณา EV สำหรับรถคันถัดไปแทนที่ ICE

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดคือรถ EV มือสอง ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการปล่อยเช่าระยะยาว (leasing) และการเปลี่ยนรถของกลุ่มผู้ใช้งานยุคแรก ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง EV ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้ตลาด EV จะยังผันผวน แต่ “ราคาน้ำมัน” ที่เป็นตัวแปรสำคัญสามารถพลิกทิศทางความต้องการได้อย่างรวดเร็ว และอาจกลายเป็นตัวเร่งสำคัญของอุตสาหกรรมรถ EV ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา: Autoblog