Mercedes-Benz ปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการยกเลิกการใช้ชื่อ “EQ” กับรถตระกูล BEV ของแบรนด์และรวมรถไฟฟ้าเข้ากับไลน์อัพหลักโดยตรง โดยเริ่มใช้กับ CLA และ GLC ไปก่อนหน้านี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2026 ก็ถึงคิวของ C-Class Electric ที่ได้เปิดตัวในฐานะคู่แข่งหลักของ BMW i3 ในกลุ่มพรีเมียมซีดานขนาดกลางขุมพลังไฟฟ้าล้วน

 

งานออกแบบภายนอกแตกต่างจาก C-Class ดั้งเดิมอย่างชัดเจน โดยนำแรงบันดาลใจจากรุ่นคลาสสิกอย่าง Mercedes-Benz W111 และ Mercedes-Benz W108 มาตีความใหม่ผ่านกระจังหน้าทรงตั้ง ผสานดีไซน์ล้ำยุคจาก Mercedes-Benz Vision Iconic และ GLC ขุมพลังไฟฟ้า เสริมความโดดเด่นด้วยไฟหน้า-ไฟท้ายลวดลายตราดาวและไฟตกแต่งมากถึง 1,050 จุด รวมถึงลวดลายดาว 162 จุดบนหลังคากระจก Panoramic roof สร้างเอกลักษณ์เด่นชัดยามค่ำคืน พร้อมลบภาพดีไซน์ทรงโค้งรูปไข่แบบ “egg-shape” ของ EQE และ EQS ออกไป

 

มิติตัวถังสะท้อนความเป็นซีดานขนาดกลางที่เน้นพื้นที่ใช้งาน โดยมีความยาว 4,883 มม. กว้าง 1,892 มม. สูง 1,503 มม. ระยะฐานล้อ 2,962 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า/หลัง 1,641/1,620 มม. และน้ำหนักตัวรถ 2,460 กก. ซึ่งถือว่าหนักตามสไตล์ EV แต่ได้ความมั่นคงสูง มาพร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 6.05 เมตร รองรับการใช้งานในเมืองได้ดี ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.22 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านระยะทางวิ่ง

 

ภายในห้องโดยสารเน้นเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ โดยมีออฟชั่นหน้าจอ Hyperscreen ขนาด 39.1 นิ้ว ครอบคลุมทั้งแดชบอร์ดหน้าจอกลางและหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารให้เลือก ขณะที่รุ่นกลางจะใช้จอ 3 จอแยกติดตั้งภายใต้กระจกชิ้นเดียวกัน ประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 10.3 นิ้ว และจอสัมผัสคู่ขนาด 14 นิ้ว ส่วนรุ่นเริ่มต้นจะเปลี่ยนหน้าจอผู้โดยสารเป็นแผงตกแต่งดิจิทัล (digital trim) ที่สามารถแสดงภาพกราฟิกได้ เพิ่มความพรีเมียมโดยไม่เพิ่มต้นทุนมากนัก

 

ด้านความอเนกประสงค์ ตัวรถมีพื้นที่เก็บสัมภาระท้าย 470 ลิตร และช่องเก็บของด้านหน้า Frunk ความจุ 101 ลิตร ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของแพลตฟอร์ม EV โดยยังรองรับการลากจูงได้สูงสุด 1,800 กก. และการออกแบบฐานล้อที่ยาวขึ้นช่วยเพิ่มพื้นที่วางขา โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงหลังคาพาโนรามิกที่ช่วยเพิ่มความโปร่งสบายในห้องโดยสาร

 

ขุมพลังเริ่มต้นด้วยรุ่น C400 4Matic ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลัง 482 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ความจุ 94.5 kWh รองรับระยะทางสูงสุด 762 กม. (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งมากกว่า GLC ไฟฟ้าราว 49 กม. ส่วนหนึ่งมาจากรูปทรงซีดานที่ลู่ลมกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านการชาร์จรองรับการชาร์จเร็ว DC ด้วยกำลังไฟฟ้าสูงสุด 330 kW และสามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 325 กม. ภายในเวลาเพียง 10 นาที และมีแผนเพิ่มรุ่นมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ตั้งเป้าระยะทางสูงสุดถึง 800 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานระยะไกล

 

สมรรถนะจัดว่าโดดเด่นในกลุ่ม ด้วยอัตราเร่งจากความเร็ว 0–96 กม./ชม. ภายใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 209 กม./ชม. พร้อมระบบเลี้ยวล้อหลังสูงสุด 4.5 องศา (และ 2.5 องศาในความเร็วสูง) ช่วยลดวงเลี้ยวและเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ทั้งในเมืองและทางไกลได้อีกขั้น

 

ด้านความสะดวกสบาย Mercedes-Benz เคลมว่ามีความนุ่มนวลเทียบเท่า S-Class ด้วยช่วงล่างถุงลมแบบปรับได้อัตโนมัติ พร้อมระบบช่วงล่าปรับได้อัตโนมัติ predictive damping ที่ใช้ข้อมูลจากแผนที่และคลาวด์ในการปรับช่วงล่วงหน้า เสริมด้วยกระจก laminated ลดเสียง ระบบปรับอากาศเงียบ และฉนวนกันเสียงรอบคัน

 

ในช่วงแรก C-Class Electric จะเปิดตัวในรูปแบบตัวถังซีดาน รหัสรุ่น C400 4Matic เตรียมวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ช่วงครึ่งแรกของปี 2027 และจะมีรุ่นย่อยทั้งมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง RWD และมอเตอร์คู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ที่สมรรถนะสูงกว่านี้ ตามมาในปี 2028 สะท้อนทิศทางใหม่ของ Mercedes-Benz ที่มุ่งสร้างไลน์ผลิตภัณฑ์ EV ให้ครอบคลุมและแข่งขันได้ในทุกเซกเมนต์ทั่วโลก

ที่มา: Motor1