Denza D9 รุ่นใหม่ เปิดตัวแล้วที่ประเทศจีนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2026 โดยนิยามตัวเองว่าเป็นเจนเนอเรชั่นที่สอง เพราะเปลี่ยนไปใช้ platform ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์เดิม สานต่อความสำเร็จรุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2022 ในรุ่นใหม่นี้มีให้เลือกทั้งขุมพลัง EV และ PHEV สำหรับรายละเอียดมิติตัวถัง มีดังต่อไปนี้
- ยาว x กว้าง x สูง : 5,250 x 1,960 x 1,900 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ : 3,110 มิลลิเมตร
Denza D9 รุ่นใหม่ ปรับดีไซน์กระจังหน้า Diamond Cut ใหม่โดยยังคงตกแต่งด้วยวัสดุโครเมี่ยมและคล้ายรุ่นเดิม แต่ออกแบบให้ดูมีมิติมากขึ้น ทุกรุ่นเปลี่ยนไปใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว และมีการย้ายท่อไอเสียไปไว้กลางลำ ช่วยให้ท้ายรถโล่ง เพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังแบบหลุมขนาด 126 ลิตร สีตัวถังเพิ่มใหม่ 5 สี โดยมีทั้ง สีม่วง Radiant Purple, สีขาว White, สีดำ Black, สีน้ำเงิน Blue และ สีเทา Pearl Gray ทั้งยังมีทางเลือกสี two-tone กับสีม่วง Purple Gold ตัดสีเงิน Silver พร้อมรุ่น Dark Gold ใช้ทองคำแท้ทำโลโก้กระจังหน้า
Denza D9 รุ่นใหม่ มีหน้าจอแสดงผลสูงสุด 10 จอ โดยมีทั้งมาตรวัด LCD ขนาด 10.25 นิ้ว, หน้าจอ HUD ขนาด 21 นิ้ว และ หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 15.6 นิ้ว พร้อมจอแสดงผลภาพกระจกมองข้าง และยังมีจอฝั่งผู้โดยสารหน้าขนาด 15.6 นิ้ว โทนสีภายในมี 4 สีทั้ง สีเบจ Grand Beige, สีน้ำตาล Flowing Brown, สีน้ำตาล Warm Brown และ สีแดง Serene Red พร้อมตกแต่งด้วยโครเมี่ยมและลายไม้ เกียร์เปลี่ยนเป็นเกียร์คอ จึงมีแท่นชาร์จไร้สายคู่ขนาด 50 วัตต์ ส่วนเบาะแถว 2 – 3 ปรับด้วยไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมเครื่องเสียง 30 ลำโพง
ขุมพลังของ Denza D9 รุ่นใหม่ มีให้เลือกทั้ง EV และ PHEV ดังรายละเอียดโดยสังเขปต่อไปนี้
- EV มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า กำลังสูงสุด 462 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 115 kWh รองรับ Flash Charging ขับได้ไกลสุด 800 กิโลเมตร
- EV มอเตอร์คู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวมสูงสุด 557 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 115 kWh รองรับ Flash Charging ขับได้ไกลสุด 750 กิโลเมตร
- PHEV เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 156 แรงม้า พร้อมมอเตอร์คู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวมสูงสุด 333 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 66.5 kWh รองรับ Flash Charging ขับได้ไกลสุดด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวไกลกว่า 400 กิโลเมตร
Denza D9 รุ่นใหม่ มาพร้อมกับช่วงล่างแบบ Dual-Valve Cloud-C พร้อมระบบรักษาเสถียรภาพ เมื่อยางระเบิดขณะขับขี่ หรือ มีลมปะทะด้านข้าง ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อื่นๆ มี God’s Eye 5.0 ผสานการทำงานของ LiDAR 3 จุด และ กล้อง 12 ตำแหน่ง พร้อมระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบนำทาง ด้านกำหนดการส่งมอบในประเทศจีน จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนพฤษภาคม โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย สนนราคาจำหน่ายที่นั่น แบ่งตามประเภทขุมพลังได้ดังนี้
- PHEV ราคา 359,800 – 459,800 หยวน (ราว 1,714,000 – 2,190,000 บาท)
- EV ราคา 369,800 – 469,800 หยวน (ราว 1,762,000 – 2,238,000 บาท)
ที่มา: autohome
