BYD Seagull รุ่นปรับโฉม Minorchange 2026 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน หลังโชว์ตัวครั้งแรกที่งาน Beijing Auto Show โดยยังคงจุดขายด้านความคุ้มค่าด้วยราคาเริ่มต้น 69,900 หยวน (ราว 332,200 บาท) หรือเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมเพียง 100 หยวน (ราว 475 บาท) เท่านั้น ไฮไลท์สำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้ คือการเพิ่มรุ่นย่อยพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ DiPilot 300 และ LiDAR รองรับฟังก์ชัน City NOA สำหรับการขับขี่กึ่งอัตโนมัติในเมือง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ BYD ในการนำเทคโนโลยี ADAS รุ่นสูงลงมาสู่รถยนต์ไฟฟ้าราคาจับต้องได้มากขึ้น
งานออกแบบภายนอกยังคงใช้แนวคิด Ocean Aesthetics ตามสไตล์รถยนต์ตระกูล Ocean Series ดีไซน์ด้านหน้าและหลัง คล้ายกับรุ่น Seagull MY2025 เวอร์ชั่นจีน (ที่ปรับเพิ่มเติมจาก Atto 1 เวอร์ชั่นไทย) แต่มีการปรับรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย เช่น ล้ออัลลลอย 16 นิ้ว ลายใหม่ ดูเรียบหรูมากขึ้น พร้อมยาง 175/55 R16 ทางเลือกสีตัวถัง มีเพิ่มมาให้ 2 เฉด ได้แก่ สีส้ม Mango Orange และสีเขียว Mint Green นอกจากนี้ ยังมีการอัพเกรดระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าเป็นแบบ 2 ก้าน จากเดิมที่ใช้แบบก้านเดี่ยว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปัดน้ำฝน

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบใหม่บางส่วน โดยยังคงโครงสร้างหลักจากรุ่นปัจจุบันเอาไว้ แต่มีการปรับรายละเอียดหลายจุดให้ดูเรียบง่าย และทันสมัยมากขึ้น มาพร้อมหน้าจอกลางแบบลอยตัว รองรับระบบ DiLink 150 และการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนหลายรูปแบบ รวมถึงยังมีโทนสีห้องโดยสารใหม่ให้เลือกหลายแบบ เช่น สีครีม สีชมพู และสีน้ำเงิน เพิ่มความสดใสเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น และคนเมือง
รายละเอียดที่ถูกปรับเพิ่มเติม ได้แก่ ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยดีไซน์ใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้น รุ่นย่อยระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะจะเพิ่มปุ่ม Paddle หลังพวงมาลัย สำหรับควบคุมฟังก์ชัน Smart Driving รวมถึงมีการเปลี่ยนสีชุดปุ่มบริเวณคอนโซลกลางให้กลมกลืนกับโทนภายในมากขึ้น นอกจากนี้ ยังอัพเกรดแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายเป็นแบบ Fast Charge 50W พร้อมช่องระบายความร้อน ลดปัญหาความร้อนสะสมระหว่างใช้งาน ขณะที่พื้นที่ใช้งานบริเวณคอนโซลกลางถูกปรับใหม่ เหลือช่องวางแก้วแบบช่องเดี่ยว และเพิ่มกล่องที่พักแขนแบบฝาเปิด Flip-top
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ Seagull ใหม่ คือการเพิ่มรุ่นย่อย God’s Eyes ที่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ DiPilot 300 ติดตั้ง LiDAR บริเวณด้านหน้าหลังคา รองรับฟังก์ชัน City NOA หรือระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติในเมือง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีลักษณะนี้ถูกนำมาใส่ในรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดระดับต่ำกว่า 100,000 หยวน
ระบบดังกล่าวยังทำงานร่วมกับฟังก์ชันช่วยจอดอัตโนมัติหลายรูปแบบ ทั้ง APA, RPA และ AVP รวมถึงมีระบบตรวจจับสัญญาณไฟจราจร ระบบอ่านป้ายจำกัดความเร็ว และระบบช่วยขับขี่ในวงเวียน เพิ่มความสามารถใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้าระดับสูงจากจีนหลายรุ่นที่มีราคาแพงกว่า

ด้านขุมพลังขับเคลื่อน ได้รับการอัพเกรดมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นจากเดิม 55 กิโลวัตต์ เป็น 60 กิโลวัตต์ หรือราว 80 แรงม้า (PS) ขณะที่แบตเตอรี่ High-voltage แบบ Blade Battery (Lithium Iron Phosphate LFP) ยังไม่มีการเปิดเผยความจุอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม BYD ระบุว่า Seagull รุ่นใหม่ สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นกว่าเดิม โดยรุ่นเริ่มต้นมีระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็มเพิ่มเป็น 405 กิโลเมตร ส่วนรุ่นท็อปเพิ่มเป็น 505 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน CLTC จากเดิมที่ทำได้ 305 – 405 กิโลเมตร แล้วแต่รุ่นย่อย ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานจริง และตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นกว่าเดิม

โดยรวมแล้ว การปรับโฉมของ BYD Seagull (หรือ Atto 1 / Dolphin Mini / Surf) ครั้งนี้ ถือเป็นการอัrเกรดที่น่าสนใจพอสมควร เพราะแม้หน้าตาโดยรวมจะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกโฉม แต่มีการเติมอุปกรณ์ เทคโนโลยี และรายละเอียดการใช้งานเข้ามาหลายจุด ทั้งระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ LiDAR + DiPilot 300 ระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้น ห้องโดยสารที่ใช้งานสะดวกกว่าเดิม รวมถึงงานตกแต่งที่ดูพรีเมียมขึ้น ขณะที่ราคาจำหน่ายยังขยับเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่มา : BYD
