เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 Toyota Motor ประเทศญี่ปุ่นได้เปิดตัว Land Cruiser FJ อย่างเป็นทางการ พร้อมเติมเต็มไลน์อัพตระกูล Land Cruiser ในญี่ปุ่นให้ครบทั้ง 300 70 และ 250 Series โดยวางตำแหน่งเป็น SUV ออฟโรดขนาดกะทัดรัดที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด “Freedom & Joy” ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถออกเดินทางได้อย่างอิสระและสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ได้ในแบบของตัวเอง
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 Toyota Motor ประเทศญี่ปุ่นได้เปิดตัว Land Cruiser FJ อย่างเป็นทางการ พร้อมเติมเต็มไลน์อัพตระกูล Land Cruiser ในญี่ปุ่นให้ครบทั้ง 300 70 และ 250 Series โดยวางตำแหน่งเป็น SUV ออฟโรดขนาดกะทัดรัดที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด “Freedom & Joy” ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถออกเดินทางได้อย่างอิสระและสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ได้ในแบบของตัวเอง
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 Toyota Motor ประเทศญี่ปุ่นได้เปิดตัว Land Cruiser FJ อย่างเป็นทางการ พร้อมเติมเต็มไลน์อัพตระกูล Land Cruiser ในญี่ปุ่นให้ครบทั้ง 300 70 และ 250 Series โดยวางตำแหน่งเป็น SUV ออฟโรดขนาดกะทัดรัดที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด “Freedom & Joy” ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถออกเดินทางได้อย่างอิสระและสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ได้ในแบบของตัวเอง
ภายนอกโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายทรง U-Shape กันชนหน้า-หลังแบบแยกชิ้นเพื่อซ่อมเปลี่ยนเฉพาะส่วนได้ง่าย ติดตั้งราวหลังคา (เวอร์ชั่นไทยไม่มีมาให่้) รองรับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น กล่องสัมภาระ เต็นท์หลังคา ขณะที่บันไดข้างก็ช่วยให้ขึ้นลงรถได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะเวลาติดตั้งช่วงล่างหรือยางออฟโรดขนาดใหญ่เพิ่มเติม รวมถึงแผ่นกันกระแทกใต้เครื่องยนต์มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมยางอะไหล่ติดตั้งด้านท้ายสไตล์ Land Cruiser ยุคคลาสสิก โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี (มากกว่าไทยที่มีเพียง 3 สี) รวมถึงสีใหม่อย่าง สีฟ้า Smoky Blue และสีเทาเขียวอย่าง Oxide Bronze Metallic
ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ใช้งานง่ายในทุกสถานการณ์ ด้วยแดชบอร์ดแนวนอนที่ช่วยให้สามารถดูองศาการเอียงของตัวรถได้สะดวก หน้าจอกลางและสวิตช์ต่าง ๆ ถูกจัดวางเพื่อลดการละสายตา รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 5 ที่นั่ง พร้อมเบาะหลังพับแยก 60:40 และเลื่อนปรับได้ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุดถึง 795 ลิตร แม้ยังใช้งานเบาะแถวสองอยู่ก็ตาม
เครื่องยนต์รหัส 2TR-FE เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,694 ซีซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก 95.0 x 95.0 มิลลิเมตร (ห้องเผาไหม้แบบ Square) กำลังอัด 10.2 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว Dual VVT-i กำลังสูงสุด 166 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 245 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ 91, 95 และ E20 จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Sequential Shift ขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-time 4WD พร้อมระบบล็อกเฟืองท้าย Rear Diff–Lock
Toyota ระบุว่า Land Cruiser FJ ถูกพัฒนาให้มีความสามารถออฟโรดใกล้เคียงรุ่นพี่ โดยมีมุมไต่ มุมจาก และระยะใต้ท้องรถในระดับเดียวกับ Land Cruiser 250 ขณะที่ระยะยุบตัวของล้อใกล้เคียง Land Cruiser 70 ช่วยให้ล้อทั้งสี่ยังคงสัมผัสพื้นผิวได้ดีในเส้นทางสมบุกสมบัน อีกทั้งฐานล้อที่สั้นลงกว่า 270 มิลลิเมตร ช่วยให้วงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.5 เมตร เพิ่มความคล่องตัวทั้งบนถนนและในเส้นทางออฟโรด
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ Double Wishbone ส่วนด้านหลังใช้แบบ 4-Link Rigid Axle พร้อม Lateral Rod เพื่อรองรับทั้งการใช้งานออฟโรดและการขับขี่บนถนนปกติ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบช่วยขับขี่ทางออฟโรด เช่น Downhill Assist Control (DAC) Hill Start Assist Control (HAC) และระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้าด้านหลัง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง
ระบบความปลอดภัยจัดเต็มด้วย Toyota Safety Sense มาเป็นมาตรฐาน ทั้งระบบป้องกันการชนด้านหน้า Pre-collision Safety System และระบบเตือนออกนอกเลน Lane Departure Alert รวมถึงกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Panoramic View Monitor ระบบตรวจจับวัตถุที่มุมอับสายตา Blind Spot Monitor และหน้าจอแสดงผลความบันเทิงขนาด 12.3 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อกับระบบนำทาง Connected Navigation เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน
ยิ่งไปกว่านั้น Toyota ยังเตรียมอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับ Land Cruiser FJ ไว้อย่างครบครัน เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์สาย Camping ท่องเที่ยว หรือสายออฟโรดได้ตามต้องการ โดยชุดแต่งหลักจะเน้นทั้งความใช้งานจริงและภาพลักษณ์แบบลุยเต็มตัว ตามแนวคิด “Freedom & Joy” ของตัวรถ
หนึ่งในชุดตกแต่งหลักคือ “Playful Set” ที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยสติ๊กเกอร์ตกแต่งรอบคัน ทั้งลายบนฝากระโปรง ลายด้านข้างตัวรถ และลายบนยางอะไหล่ท้ายรถในสไตล์ Active Type ช่วยเสริมบุคลิกให้ดูสนุกและแตกต่างจาก Land Cruiser รุ่นอื่นมากขึ้น
ภายในห้องเก็บสัมภาระยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมแบบ MOLLE Panel ได้ทั้งบริเวณด้านข้างห้องสัมภาระและฝาท้าย ช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับยึดอุปกรณ์เดินทาง เครื่องมือ หรือสัมภาระสาย Outdoor ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการจัดระเบียบอุปกรณ์ภายในรถสำหรับการเดินทางไกล
Toyota ยังจับมือกับ ARB แบรนด์อุปกรณ์ออฟโรดชื่อดังจากออสเตรเลีย เพื่อนำเสนอชุดแต่งแท้สำหรับ Land Cruiser FJ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Roof Rack สำหรับบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ Skid Plate สำหรับป้องกันใต้ท้องรถ และ Rock Rail สำหรับป้องกันตัวถังด้านข้างขณะลุยเส้นทางหินหรือทางแคบ
จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือกันชนหน้าและหลังแบบแยกชิ้น ซึ่งออกแบบมาให้สามารถเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียหายได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมเมื่อใช้งานออฟโรดหนัก ๆ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกเปลี่ยนดีไซน์หรือเพิ่มอุปกรณ์เสริมได้ง่ายขึ้นในอนาคต
Toyota ยังออกแบบตัวรถให้รองรับการคัสตอมได้หลากหลาย ทั้งพื้นที่ซุ้มล้อที่รองรับยาง All-Terrain ขนาดใหญ่ ช่องติดตั้งอุปกรณ์เสริมบริเวณหลังคา และพื้นที่ห้องสัมภาระที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ตามกิจกรรมของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสาย Overlanding หรือสายแคมป์ปิงเต็มรูปแบบ
Toyota ยังเผยแผนต่อยอดประสบการณ์สายลุยผ่าน “Land Hopper” ยานพาหนะไฟฟ้า 2 ล้อส่วนบุคคลแบบพับเก็บได้ ที่สามารถบรรทุกในพื้นที่สัมภาระของ Land Cruiser FJ ได้ เตรียมเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027 เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเดินทางต่อในเส้นทางออฟโรดขนาดเล็กหรือทางป่าได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่ Land Cruiser FJ เริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นแล้วด้วยราคาเริ่มต้น 4,500,100 เยน หรือประมาณ 1.03 ล้านบาท ก่อนรวมภาษีนำเข้าไทย
ที่มา: Toyota
