เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 Volkswagen ได้ฤกษ์เปิดตัว ID. Polo GTI อย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างตำนานบทใหม่ของรถ Hot Hatch ขุมพลังไฟฟ้า ที่ยังคงรักษา DNA ของ GTI รุ่นดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งดีไซน์ ช่วงล่าง และบุคลิกการขับขี่ โดย Volkswagen ระบุชัดว่าโมเดลใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสืบทอดจิตวิญญาณของ Golf GTI รุ่นแรกจากปี 1976 ในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน

 

ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์ GTI แบบชัดเจน ตั้งแต่เส้นแดงคาดหน้ารถ โลโก้ GTI แบบ 3D ไฟหน้า IQ.LIGHT LED Matrix มาตรฐาน กระจังหน้าลาย Honeycomb และรายละเอียดสีแดงบริเวณกันชนด้านล่างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหูลากรถแข่ง โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 19 นิ้ว

 

ด้านข้างตัวรถยังคงใช้เสา C-Pillar สไตล์ Golf รุ่นแรก ขณะที่ด้านท้ายติดตั้งสปอยเลอร์แยกกลางเฉพาะรุ่น GTI พร้อมชุดไฟท้าย LED แบบสามมิติ และแถบไฟสีแดงเชื่อมต่อโลโก้ VW ส่วนดิฟฟิวเซอร์ท้ายสีดำขนาดใหญ่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ภายในห้องโดยสารตกแต่งในธีมสีแดง-ดำตามแบบฉบับ GTI พร้อมเบาะนั่งทรงสปอร์ตลาย Tartan แบบดั้งเดิม พวงมาลัยเดินด้ายแดงและมีแถบแดงตำแหน่ง 12 นาฬิกาเหมือนรถแข่ง ขณะที่หน้าจอ Digital Cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอกลาง Infotainment ขนาด 12.9 นิ้ว สามารถเลือกการแสดงผลแบบ “Retro Display” จำลองกราฟิกสไตล์ Golf GTI ยุคแรก รวมถึงภาพเทปคาสเซ็ตยุค 80s ชวนให้นึกถึงตัวแรง GTI รุ่นแรก

 

แต่ถึงแม้มิติตัวรถจะมีขนาดกะทัดรัด แต่งานวิศวกรรมพื้นฐานที่ออกแบบมาสำหรับขุมพลังไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่าง MEB+ กลับช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่ารุ่นเครื่องยนต์เดิม โดยมีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มเป็น 441 ลิตร และขยายได้สูงสุด 1,240 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง อีกทั้งยังรองรับการลากจูงสูงสุด 1.2 ตัน พร้อมติดตั้งหัวลากจักรยานไฟฟ้าได้ สอดคล้องกับน้ำหนักตัวเปล่าที่ 1,540 กิโลกรัม

 

หัวใจหลักของ ID. Polo GTI คือมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวรุ่น APP290 ให้กำลังสูงสุด 226 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังสู่ล้อหน้าพร้อมเฟืองท้ายล็อกไฟฟ้า เพื่อสร้างฟีลลิ่งการขับขี่แบบ Front-Wheel Drive GTI ตามสูตรดั้งเดิม โดยมีช่วงล่าง Adaptive DCC Sport และพวงมาลัย Progressive Steering เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือโหมด “GTI Driving Profile” ที่สามารถกดใช้งานผ่านปุ่มบนพวงมาลัยสปอร์ต ระบบจะปรับการตอบสนองของมอเตอร์ พวงมาลัย และช่วงล่างเข้าสู่โหมดสปอร์ตเต็มรูปแบบทันที พร้อมเปลี่ยนกราฟิกและโทนสีในห้องโดยสารให้เข้ากับอารมณ์การขับขี่มากขึ้น และมาพร้อมยาง Bridgestone Potenza Sport ขนาด 19 นิ้วที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่นนี้ 

 

แบตเตอรี่แบบ Nickel-Manganese-Cobalt ความจุสุทธิ 52 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 424 กิโลเมตร และรองรับการชาร์จเร็ว DC ด้วยกำลังไฟฟ้าสูงสุด 105 kW โดยสามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาประมาณ 24 นาที ด้วยจุดเด่นเรื่องเส้นกราฟการชาร์จที่คงที่ต่อเนื่อง พร้อมอัตราเร่งจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 175 กม./ชม

 

Volkswagen ยังเพิ่มออฟชั่นระดับพรีเมียม ทั้งชุดเครื่องเสียง Harman Kardon กำลังขับสูงสุด 425 วัตต์ หลังคากระจก Panoramic roof เบาะไฟฟ้าพร้อมระบบนวด ขณะที่ระบบช่วยขับขี่ Connected Travel Assist รุ่นใหม่ ยังสามารถตรวจจับไฟแดงและหยุดรถอัตโนมัติได้ รวมถึงรองรับระบบ One-Pedal Driving สำหรับการชะลอรถผ่านคันเร่งเพียงอย่างเดียว

Volkswagen จะพร้อมให้สั่งจอง ID. Polo GTI ในตลาดยุโรปช่วงเดือนกันยายน 2026 นี้ ด้วยราคาคาดการณ์ 39,000 ยูโร หรือประมาณ 1,480,011 บาท แพงกว่า ID. Polo ที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 25,000 ยูโร หรือประมาณ 948,725 บาท

ที่มา: Volkswagen