ที่งาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este 2026 ปี 2026 ทาง BMW เปิดตัวรถต้นแบบ Vision BMW ALPINA ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของแบรนด์ ALPINA หลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ BMW Group อย่างเต็มตัว โดยรถคันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวคิดดั้งเดิมของ ALPINA ที่เน้นความเร็ว ความสบาย และความหรูที่ไม่จำเป็นต้องตะโกนให้ใครรู้
Adrian van Hooydonk หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ BMW Group ระบุว่า ALPINA เป็นแบรนด์ที่มีแนวคิดเฉพาะตัวมาโดยตลอด เพราะมองว่า สมรรถนะ และ ความสบาย สามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกัน และ Vision BMW ALPINA คือการตีความคุณค่าดั้งเดิมเหล่านั้นใหม่ในบริบทยุคปัจจุบัน
ตัวรถมีความยาวถึง 5,200 มิลลิเมตร มาในสัดส่วนแบบ Coupe 4 ประตู หลังคาลาดยาว ตัวรถกว้าง เตี้ย และดูสงบนิ่งแต่แฝงพลัง ภายใต้ฝากระโปรงยังคงใช้เครื่องยนต์ V8 ซึ่ง BMW ระบุว่าจะถูกปรับจูนให้มีเอกลักษณ์เสียงแบบ ALPINA ทั้งโทนทุ้มลึกในรอบต่ำ และเสียงที่ดังกังวานเมื่อกดรอบสูง
ดีไซน์ด้านหน้าได้รับแรงบันดาลใจจาก Shark Nose แบบ BMW ยุคคลาสสิก โดยนำกระจังหน้าไตคู่มาตีความใหม่ให้เป็นชิ้นงานสามมิติ ขณะที่เส้นสายด้านข้างใช้แนวคิด Speed Feature Line ซึ่งเป็นเส้นหลักที่พาดจากมุมกันชนหน้า ลากต่อเนื่องไปจนถึงด้านท้ายรถ เพื่อสื่อถึงความเคลื่อนไหวแม้ในขณะจอดนิ่ง

รายละเอียดหลายจุดยังคงกลิ่นอาย ALPINA ดั้งเดิมเอาไว้ เช่น เส้น Deco-line ด้านข้างตัวรถที่อยู่คู่แบรนด์มาตั้งแต่ปี 1974 ซึ่งใน Vision BMW ALPINA ถูกนำมาซ่อนไว้ใต้ชั้นเคลือบสีอย่างแนบเนียน รวมถึงล้ออัลลอย Multi-spoke 20 ก้าน ที่เป็นเอกลักษณ์ของ ALPINA มาตั้งแต่ปี 1971 โดยรถต้นแบบคันนี้ใช้ล้อขนาด 22 นิ้วด้านหน้า และ 23 นิ้วด้านหลัง
ชุดไฟ DRL เลือกใช้โทน Warm White แตกต่างจาก BMW รุ่นปัจจุบัน โดยได้แรงบันดาลใจจากแสงแรกเหนือเทือกเขา Alps ส่วนปลายท่อไอเสียทรงวงรี 4 ท่อ ยังคงอยู่เช่นเดิม พร้อมโลโก้ ALPINA แบบโลหะขัดเงาบริเวณกันชนหน้า
ห้องโดยสารเน้นความโปร่งและเรียบง่ายแบบสถาปัตยกรรม แบ่งโทนสีบน-ล่างด้วยเส้นสายเดียวกับภายนอก เบาะและแผงต่างๆ หุ้มหนัง Full-grain Leather จากผู้ผลิตในแถบ Alpine Region ตกแต่งด้วยลวดลายเย็บที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้น Deco-line ด้านนอกตัวรถ
BMW ยังใส่ลูกเล่นงาน Craftsmanship เข้าไปหลายจุด เช่น งานโลหะที่ใช้เทคนิคขัดแบบนาฬิกาหรู และปุ่มควบคุมคริสตัลใสที่ใช้เฉพาะฟังก์ชันเกี่ยวกับการขับขี่โดยตรง ด้านหลังคอนโซลกลางมีชุดแก้วคริสตัล ALPINA พร้อมขวดน้ำแก้วที่สามารถยกตัวขึ้นอัตโนมัติ โดยแก้วแต่ละใบสลักเส้น Deco-line จำนวน 20 เส้BMW ALPINA นเอาไว้ด้วย
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ ALPINA คือแนวคิด A comfortable driver is a faster driver หรือ คนขับที่สบาย จะขับได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นปรัชญาของ Burkard Bovensiepen ผู้ก่อตั้งแบรนด์ BMW จึงยังคงใส่โหมด Comfort+ ที่ให้บุคลิกนุ่มสบายกว่าระบบ Comfort ปกติของ BMW เอาไว้ในรถต้นแบบคันนี้เช่นกัน
ระบบ BMW Panoramic iDrive ถูกปรับอินเทอร์เฟซใหม่เฉพาะสำหรับ BMW ALPINA โดยใช้สี Heritage Blue และ Green เป็นธีมหลัก พร้อมกราฟิกภูเขา Alps รอบเมือง Buchloe บ้านเกิดของแบรนด์ ซึ่งจะเปลี่ยนบรรยากาศตามโหมดการขับขี่ตั้งแต่ Comfort+ ไปจนถึง Speed Mode
BMW ยังย้อนเล่าประวัติของ ALPINA ว่าเริ่มต้นในปี 1965 ที่เมือง Buchloe ประเทศเยอรมนี โดย Burkard Bovensiepen ซึ่งเดิมทีถูกวางตัวให้สืบทอดธุรกิจเครื่องพิมพ์ดีดของครอบครัว แต่เลือกหันมาทำรถแต่งสมรรถนะสูงแทน ก่อนพัฒนาเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงด้านรถ Grand Touring ที่ทั้งเร็วและนั่งสบายในเวลาเดียวกัน
รถที่ BMW ยกให้เป็นจุดเปลี่ยน สำคัญของแบรนด์คือ ALPINA B7 Coupé ในช่วงปลายยุค 1970s ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของ BMW 6-Series E24 และเป็นรถที่เริ่มผสมผสานความแรงเข้ากับความหรูโดย BMW ระบุว่า Vision BMW ALPINA คือบทต่อไปของแนวคิดนั้น
Oliver Viellechner หัวหน้าฝ่าย BMW ALPINA ระบุว่า ALPINA จะเข้ามาเติมช่องว่างระหว่าง BMW และ Rolls-Royce ในตลาดรถหรูระดับบน โดยยังคงรักษาแก่นของแบรนด์เอาไว้ ทั้งเรื่องความเร็ว ความสบาย และความ Sophisticated แบบเฉพาะตัว
BMW เปิดเผยเพิ่มเติมว่า รถ BMW ALPINA รุ่นแรก จะเปิดตัวในปีหน้า และพัฒนาบนพื้นฐานของ BMW 7-Series แต่จะถูกปรับบุคลิกให้มีเอกลักษณ์แบบ ALPINA อย่างชัดเจน
ที่มา : BMW
