เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 Brabus ได้เปิดตัวรถซูเปอร์ GT รุ่นพิเศษภายใต้ชื่อ Bodo เพื่อรำลึกถึง Bodo Buschmann ผู้ก่อตั้งสำนักแต่ง Brabus โดยรถรุ่นนี้จะผลิตจำกัดเพียง 77 คันทั่วโลก และถือเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ Brabus ซุ่มพัฒนามานานเกือบ 20 ปี ก่อนเผยโฉมอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมโชว์รถคลาสสิคและรถรุ่นพิเศษ Concorso d’Eleganza Villa d’Este ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2026 ที่ประเทศอิตาลี

 

แม้ตัวรถจะมีพื้นฐานบางส่วนจาก Aston Martin Vanquish แต่ Brabus ได้ปรับงานออกแบบใหม่แทบทั้งหมด จนแทบไม่เหลือภาพเดิมให้เห็น โดยด้านหน้าผสมกลิ่นอายระหว่างรถต้นแบบ Vision Mercedes-Maybach 6 และ Ford Mustang RTR ผ่านกระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมช่องดักอากาศแบบ Ram Air ไฟหน้า Matrix LED และสเกิร์ตหน้าทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่

 

ตัวถังผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เต็มรูปแบบ มาพร้อมฝากระโปรงหน้าลาดยาว กระจกหน้าแบบลาดต่ำ และหลังคากระจก Panoramic roof ทรง เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว รัดด้วยยางจาก Continental SportContact 7 Force ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น รวมถึงระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาดใหญ่ หน้า 410 มม. และหลัง 360 มม.

 

ด้านท้ายโดดเด่นด้วยท่อไอเสียแบบซ้อนแนวตั้ง และสปอยเลอร์ไฟฟ้าที่สามารถยกขึ้นทำหน้าที่เป็น Air Brake เมื่อเบรกหนักที่ความเร็วเกิน 140 กม./ชม. โดยตัวรถมีความยาวถึง 5,062 มม. ใหญ่กว่า Vanquish อย่างชัดเจน และให้สัดส่วนแบบ Grand Tourer เต็มตัว

 

ภายในห้องโดยสารแบบ 2+2 ที่นั่งยังคงเผยให้เห็นเค้าโครงจาก Vanquish แต่ Brabus ปรับรายละเอียดใหม่หลายจุด ทั้งแดชบอร์ด ช่องแอร์ทรงกลม พวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมโลโก้ “B” รวมถึงการตกแต่งด้วยหนังพรีเมียมและคาร์บอนไฟเบอร์สี Shadow Gray

 

เบาะนั่งถูกออกแบบให้รองรับทั้งความสบายและการขับแบบสปอร์ต พร้อมปักลายเงาตัวรถลงบนพนักพิง ขณะที่รายละเอียดเล็กๆ อย่างแผ่นธรณีประตู และกระเป๋า Weekender Bag ที่ใช้หนังเดียวกับภายในรถ ก็ช่วยเพิ่มความพิเศษให้กับเจ้าของรถแต่ละคัน

 

หัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 5.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์คู่ ที่รีดพลังได้ถึง 986 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,200 นิวตัน-เมตร มากกว่า Vanquish รุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน โดยจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ส่งผลให้ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลา 3 วินาที และอัตราเร่งจากความเร็ว 0-300 กม./ชม. ภายในเวลา 23.9 วินาที ก่อนทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 360 กม./ชม.

 

Brabus Bodo ยังมาพร้อมโครงสร้างตัวถังทำจากอะลูมิเนียมโมโนค็อก ทำให้น้ำหนักตัวเหลือเพียง 1,774 กก. ระบบกันสะเทือนหน้า Double Wishbone ด้านหลังแบบ Multi-link ที่พัฒนาร่วมกับ KW และระบบ Front Lift เพิ่มความสูงด้านหน้า 25 มม. เพื่อช่วยผ่านลูกระนาดหรือทางชันได้ง่ายขึ้น

ด้านระบบความปลอดภัยมาพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติ Lane Keeping Assist Blind Spot Monitoring และระบบอ่านป้ายจราจร ส่วนราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1 ล้านยูโร หรือราว 39 ล้านบาท และทุกคันจะมาพร้อม Digital Product Passport บน Blockchain สำหรับยืนยันประวัติการครอบครอง และสเปกรถแต่ละคันโดยเฉพาะ

ที่มา: Carscoops