Nissan สู้ไม่ถอยด้วยการลดภาระค่าใช้จ่ายและการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆรอบด้าน โดยเฉพาะการลดผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังเพิ่มกำลังการผลิตรถ SUV และกระบะภายในสหรัฐอเมริกา จนช่วยลดภาระต้นทุนจากมาตรการภาษีได้มากถึง 2.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 75,322 ล้านบาท) หรือราว 61% นับตั้งแต่ภาษีเริ่มมีผลในเดือนเมษายน 2025 โดยรถรุ่นสำคัญที่ถูกเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ได้แก่ Frontier Rogue และ Pathfinder
ด้วยกลยุทธ์ “America-first” ของ Nissan สัดส่วนรถที่ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อจำหน่ายในตลาดอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็น 60% ของยอดขายทั้งหมด หรือเป็นการเพิ่มขึ้นราวหนึ่งในสามจากเดิม โดย Christian Meunier ประธาน Nissan Americas ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็น 70% ภายในปี 2028 และอาจแตะระดับ 80% ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า
หนึ่งในกุญแจสำคัญคือการเตรียมผลิต Nissan Rogue เจเนอเรชันใหม่ รหัสตัวถัง T34 รวมถึงเวอร์ชัน e-Power Hybrid ในโรงงาน Smyrna รัฐเทนเนสซี ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และทำให้ Nissan สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม Nissan ยอมรับว่าการย้ายสายการผลิตรถราคาประหยัดอย่าง Sentra และ Kicks จากเม็กซิโกมายังสหรัฐฯ ยังไม่คุ้มค่ามากพอ เนื่องจากรถยนต์กลุ่มราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์มีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ หากผลิตในสหรัฐฯ จะมีต้นทุนสูงเกินไป ทำให้บริษัทเลือกแบกรับภาษีนำเข้า 25% ต่อไปดีกว่า
ในอนาคต Nissan ยังเตรียมขยายการผลิตรถสายลุยแบบ Body-on-Frame ในสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยหนึ่งในนั้นคือการคืนชีพของ Xterra ซึ่งจะเข้ามาแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Ford Bronco และ Jeep Wrangler โดยมีรายงานว่าบริษัทกำลังพิจารณาพัฒนารถสายกระบะและ SUV รวมอย่างน้อย 5 รุ่น รวมถึงรุ่นภายใต้แบรนด์ Infiniti ด้วย
แนวทางของ Nissan เริ่มสะท้อนกลยุทธ์แบบเดียวกับ Toyota ที่มีเครือข่ายโรงงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และประสบความสำเร็จกับรถกลุ่ม SUV และกระบะ เช่น Tundra และ Sequoia ซึ่งเป็น Segment ที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดอเมริกา
อย่างไรก็ตาม Nissan ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในระยะยาว แต่การเพิ่มการผลิตในประเทศ การลดการพึ่งพาการนำเข้า และการเตรียมขยายไลน์อัปรถสายลุยใหม่ๆ ถือเป็นสัญญาณว่าค่ายญี่ปุ่นรายนี้กำลังปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ยุคใหม่ที่ต้นทุนและภาษีกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม
ที่มา: Autoblog
