ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา Mercedes-AMG กำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แบรนด์ นั่นคือ จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าให้ยังรู้สึกเป็น AMG ได้อย่างไร ? เพราะต่อให้รถ EV ยุคใหม่จะมีตัวเลขแรงม้าระดับ 700 – 800 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 km/h ต่ำกว่า 3 วินาที หรือแรงบิดมหาศาลตั้งแต่ออกตัว แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันจะให้ความรู้สึกแบบรถ AMG เสมอไป โดยเฉพาะในมุมของอารมณ์ร่วม การตอบสนองต่อเนื่องเมื่อใช้งานหนัก รวมถึงบุคลิกเฉพาะตัวที่แฟน AMG คุ้นเคยมาตลอดยุคเครื่องยนต์ V8

และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม AMG.EA โดยเฉพาะ พร้อมนำองค์ความรู้จากทั้ง Formula 1, Hypercar AMG ONE รวมถึงโครงการ CONCEPT AMG GT XX มาพัฒนาเป็นรถเวอร์ชั่นขายจริง ไม่ใช่แค่เพื่อทำตัวเลขแรงม้าให้หวือหวา แต่เพื่อสร้าง AMG ยุคไฟฟ้า ที่ยังคงให้ความรู้สึกดิบ ดุดัน และมีคาแรกเตอร์แบบรถ Performance Car จาก Affalterbach

 

ภายนอกของตัวรถยังคงกลิ่นอายของ AMG GT เอาไว้อย่างชัดเจน แม้จะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าเต็มตัว ตัวรถมาในสัดส่วน Fastback ทรงเตี้ย ฝากระโปรงหน้ายาว หลังคาลาด และตัวถังที่เตี้ยกว่ารุ่นเดิมถึง 4 เซนติเมตร แม้จะมีชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถก็ตาม เส้นสายโดยรวมดูสะอาด แต่ยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบรถสปอร์ตยุคใหม่ โดยเฉพาะโป่งล้อที่ขยายออกอย่างชัดเจน และแนวกระจกด้านข้างที่ไล่เส้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงท้ายรถ

ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้า AMG Panamericana แบบใหม่ที่สามารถเรืองแสงได้ พร้อมไฟหน้า DRL ลายดาวสามแฉก ส่วนท้ายรถเลือกใช้ไฟท้ายทรงกลม 6 ดวง ดีไซน์คล้าย Turbine Jet ซึ่งแตกต่างจาก Mercedes-Benz รุ่นอื่นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีระบบ Active Aerodynamics เต็มรูปแบบ ทั้งแผ่น Venturi ใต้ท้องรถ สปอยเลอร์หลังไฟฟ้า และดิฟฟิวเซอร์แบบ Active ที่สามารถปรับองศาตามความเร็วหรือสถานการณ์การขับขี่ได้อัตโนมัติ

   

 

ขนาดและมิติตัวถัง มีดังนี้

  • ความยาว 5,094 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,959 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,411 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 3,040 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักตัวรถ Kerb weight (DIN) 2,460 กิโลกรัม
  • สัมประสิทธิแรงต้านอากาศ Drag coefficient (Cd) 0.22

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของรถคันนี้คือ ขุมพลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้า Axial Flux ซึ่งแตกต่างจากมอเตอร์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีนี้พัฒนาโดยบริษัท YASA ที่ Mercedes-Benz เข้าซื้อกิจการไปตั้งแต่ปี 2021 โดยจุดเด่นคือ ขนาดที่บางกว่า เบากว่า แต่ให้กำลังต่อขนาดสูงกว่ามอเตอร์ทั่วไปอย่างชัดเจน ขุมพลังมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ GT 55 4-Door Coupé 4MATIC+ และ GT 63 4-Door Coupé 4MATIC+

รุ่น GT 55 4-Door Coupé 4MATIC+ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว กำลังสูงสุด 816 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 1,800 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ 800V ความจุ 106 kWh รองรับ DC ชาร์จสูงสุด 600 kW

ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน

  • อัตราเร่ง 0-100 km/h 2.8 วินาที
  • อัตราเร่ง 0-200 km/h 9.0 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด Top Speed 300 km/h (เมื่อติดตั้ง Drivers Package)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด 596-696 km. (WLTP)

ขณะที่รุ่น GT 63 4-Door Coupé 4MATIC+ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว กำลังสูงสุด 1,169 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 2,000 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ 800V ความจุ 106 kWh รองรับ DC ชาร์จสูงสุด 600 kW

ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน

  • อัตราเร่ง 0-100 km/h 2.4 วินาที
  • อัตราเร่ง 0-200 km/h 6.8 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด Top Speed 300 km/h (เมื่อติดตั้ง Drivers Package)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด 597-700 km. (WLTP)

 

หัวใจสำคัญอีกอย่างคือแบตเตอรี่แรงดันสูง 800V แบบใหม่ ซึ่ง AMG พัฒนาขึ้นเองโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Formula 1 และ AMG ONE ตัวเซลล์เป็นแบบทรงกระบอก “Tall & Slim” พร้อมระบบ Direct Cooling ที่ให้น้ำยาหล่อเย็นไหลผ่านรอบเซลล์แต่ละก้อนโดยตรง ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่แม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง จุดประสงค์หลักไม่ใช่แค่ แรง แต่ต้อง แรงซ้ำๆ ได้ต่อเนื่องแบบรถ Performance Car ที่ลงสนามแข่งได้จริง

ด้านการชาร์จ รองรับ DC Fast Charging สูงสุดถึง 600 kW ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรถโปรดักชันที่รองรับกำลังชาร์จสูงที่สุดในโลกปัจจุบัน สามารถชาร์จไฟกลับได้ระยะทางประมาณ 460 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 10 นาที และใช้เวลาชาร์จจาก 10-80% เพียง 11 นาทีเท่านั้น

แม้จะเป็ขุมพลังไฟฟ้า 100% แต่ AMG ก็ยังพยายามสร้างอารมณ์ร่วมแบบรถเครื่องยนต์ V8 เอาไว้ ผ่านระบบ AMGFORCE S+ ที่จำลองทั้งเสียงเครื่องยนต์ จังหวะเปลี่ยนเกียร์ รวมถึงแรงสั่นสะเทือนต่างๆ ให้ใกล้เคียงรถ AMG ยุคเดิมมากที่สุด โดยใช้ระบบเสียงแบบ Real-Time Mixing ที่มีไฟล์เสียงมากกว่า 1,600 รูปแบบ พร้อมปรับการตอบสนองตามลักษณะการขับขี่แบบทันทีทันใด

 

ช่วงล่างติดตั้งระบบ AMG ACTIVE RIDE CONTROL พร้อมระบบ Semi-active Roll Stabilisation และช่วงล่างถุงลมปรับระดับได้ ขณะที่ระบบ Rear-Axle Steering สามารถหักล้อหลังได้สูงสุด 6 องศา เพื่อช่วยทั้งเรื่องความคล่องตัวในความเร็วต่ำ และเสถียรภาพในความเร็วสูง

ระบบเบรกเลือกใช้ชุด High-performance Composite Brake โดยด้านหน้าเป็น Carbon Ceramic ส่วนด้านหลังเป็น Steel Brake เพื่อบาลานซ์ทั้งสมรรถนะ น้ำหนัก และการตอบสนองของแป้นเบรก ขณะเดียวกัน ระบบ Regenerative Braking ก็ถูกปรับจูนให้ทำงานร่วมกับเบรกจริงอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด

 

ภายในห้องโดยสารยังคงความรู้สึกแบบ Cockpit ของรถสปอร์ตเอาไว้ ตำแหน่งนั่งค่อนข้างต่ำ ตัวคอนโซลหันเข้าหาผู้ขับ และติดตั้งหน้าจอแบบ Seamless Glass รวมจอมาตรวัดขนาด 10.2 นิ้ว และจอกลาง 14 นิ้ว เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมระบบปฏิบัติการ MB.OS รุ่นใหม่ ที่รองรับ AI จาก ChatGPT, Google Gemini และ Microsoft Bing ภายในตัวรถ

เบาะนั่งด้านหน้ามีทั้งแบบมาตรฐานและ AMG Performance Seat พร้อมพนักพิงศีรษะแบบ Built-in ส่วนด้านหลังยังคงรองรับการใช้งานแบบ GT จริง มีพื้นที่วางขาค่อนข้างมากจากการออกแบบพื้นตัวถังใหม่ และสามารถพับเบาะเพิ่มพื้นที่สัมภาระได้

 

Mercedes-AMG ระบุว่า GT 4-Door Coupé รุ่นใหม่นี้ จะเริ่มสายการผลิตในช่วงกลางปี 2026 ที่โรงงาน Sindelfingen ประเทศเยอรมนี และถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่สำคัญที่สุดของ AMG ยุคใหม่ เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “AMG ที่เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า” แต่คือความพยายามครั้งใหญ่ในการสร้างรถ EV ที่ยังคงมีบุคลิก ความดิบ และอารมณ์ร่วมแบบรถ Performance จาก Affalterbach เอาไว้ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นเริ่มมีตัวเลขใกล้เคียงกันมากขึ้นทุกที

ที่มา​ : Mercedes-Benz