Skoda เดินหน้ารุกตลาดรถ BEV ราคาจับต้องได้ ด้วยการเปิดตัว Epiq ตัวถัง SUV ขุมพลังไฟฟ้ารุ่นเล็กใหม่ล่าสุด หลังเผยโฉมต้นแบบมาตั้งแต่ปี 2024 โดยวางตำแหน่งเป็นรถ EV สำหรับชาวยุโรปที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จุดเด่นสำคัญของ Epiq คือราคาจำหน่ายที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 25,900 ยูโร หรือราว 1 ล้านบาทในยุโรป ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับรถครอสโอเวอร์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไปอย่าง Skoda Kamiq มากกว่าที่จะเป็น EV ราคาแพงแบบที่ผ่านมา

 

งานออกแบบภายนอกของ Epiq ใช้แนวคิด Modern Solid ดีไซน์ใหม่ล่าสุดของ Skoda ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูแข็งแกร่ง ตัวรถมีเส้นสายคมชัด กระจังหน้าปิดทึบสีดำ ไฟหน้า LED และไฟ DRL ดีไซน์เฉียบคม พร้อมชุดตกแต่งสีดำรอบคันทั้งซุ้มล้อ ชายล่าง และกันชนท้าย เพิ่มภาพลักษณ์แบบครอสโอเวอร์สายลุย ขณะที่ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่และสีตัวถังให้เลือกถึง 6 สี ช่วยให้ Epiq ดูสดใหม่และทันสมัยกว่ารถ Skoda รุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน Skoda ยังได้ปรับปรุงแอโรไดนามิกของตัวรถจนมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศเพียง 0.275 ซึ่งถือว่าดีสำหรับรถทรง SUV ขนาดเล็ก 

 

ภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์การออกแบบของ Skoda รุ่นใหม่ ด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 13 นิ้ว พวงมาลัยสองก้าน และแผงแดชบอร์ดแบบเรียบง่าย แต่ยังคงมีปุ่มสั่งการแบบกดได้จริงหรือ Physical Controls สำหรับฟังก์ชันสำคัญใต้ช่องแอร์เพื่อลดความยุ่งยากในการใช้งาน จุดเด่นอีกอย่างคือพื้นที่ใช้สอยที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดตามสไตล์ Skoda ทั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ พื้นที่วางสัมภาระที่ใช้งานได้จริง แผ่นกวาดน้ำแข็งบนกระจกบังลมหน้า-หลัง และร่มซ่อนในแผงประตูแบบเดียวกับรถหรูจาก Rolls-Royce Motor Cars

 

ตัวรถพัฒนาบนงานวิศวกรรมพื้นฐาน MEB+ ของ Volkswagen Group ซึ่งเป็นเวอร์ชันปรับปรุงจาก MEB เดิม โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพดีขึ้น และรองรับรถไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นใหม่ได้มากขึ้น Epiq จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Epiq 35 Epiq 40 และ Epiq 55 โดยรุ่นเริ่มต้นทั้ง 35 และ 40 ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 37 kWh ซึ่งมีต้นทุนต่ำ อายุการใช้งานยาวนาน และเหมาะกับตลาดรถ EV ราคาเริ่มต้น ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะส่งกำลังไปยังล้อหน้า แตกต่างจาก Enyaq และ Elroq รุ่นเริ่มต้นที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง 

 

รุ่น Epiq 35 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 114 แรงม้า รองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 50 kW ส่วน Epiq 40 ได้เพิ่มกำลังเป็น 133 แรงม้า และรองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 90 kW โดยทั้งสองรุ่นมีระยะทางวิ่งสูงสุดประมาณ 306 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เหมาะกับการใช้งานในเมืองและเดินทางระยะกลาง 

ขณะที่รุ่นท็อป Epiq 55 เปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่แบบ NMC ความจุ 52 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 438 กม. ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมรองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 105 kW สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ภายในเวลาประมาณ 25 นาที

 

Epiq ยังถือเป็นรถ EV รุ่นแรกของ Skoda ที่เพิ่มระบบขับขี่ได้ด้วยคันเร่งข้างเดียวหรือ One-Pedal Driving อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ลูกค้าหลายคนเรียกร้องมานาน ระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการเร่งและชะลอรถผ่านคันเร่งเพียงอย่างเดียว เพิ่มความสะดวกในการขับในเมืองและช่วยเรียกคืนหรือรีเจนพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้มากขึ้น 

 

นอกจากนี้ ถึงแม้ Epiq จะเป็น EV ราคาประหยัด แต่ Skoda ยังใส่อุปกรณ์ทันสมัยมาให้ครบถ้วน ทั้งระบบเชื่อมต่อออนไลน์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และซอฟต์แวร์ใหม่ที่รองรับการอัปเดตผ่าน OTA ขณะเดียวกันการใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและแบตเตอรี่แบบ LFP ในรุ่นเริ่มต้น ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับรถเครื่องยนต์สันดาปมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนการผลักดัน EV ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ด้านราคาจำหน่ายในยุโรป รุ่นเริ่มต้น Epiq Essence 35 เปิดราคาที่ 25,900 ยูโร หรือประมาณ 982,568 บาท ขณะที่ในสหราชอาณาจักรจะเริ่มต้นด้วยรุ่น Epiq SE L 40 ราคา 24,950 ปอนด์ หรือประมาณ 1,092,969 บาท และไล่ระดับไปจนถึงรุ่น First Edition 55 ราคา 31,450 ปอนด์ หรือประมาณ 1,377,711 บาท โดย Skoda Auto เชื่อว่า Epiq จะกลายเป็นหนึ่งใน EV รุ่นสำคัญที่สุดของแบรนด์ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมเดินหน้าขยายไลน์อัพรถไฟฟ้าต่อเนื่อง รวมถึง SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่งรุ่นใหม่อย่าง Peaq ที่เตรียมเปิดตัวตามมาในอนาคต

ที่มา: Carscoops