ความร่วมมือที่ไม่มีใครคาดคิดระหว่าง Stellantis และ Jaguar Land Rover กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งดีลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกาเหนือ ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันในสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ภาษีนำเข้า และการแข่งขันจากผู้ผลิตจากจีนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

แม้รายละเอียดของความร่วมมือยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนผ่านการแถลงข่าวของ Stellantis แต่ทั้ง Stellantis และ JLR ระบุว่ากำลังมองหาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจครอบคลุมตั้งแต่การแชร์งานวิศวกรรมพื้นฐาน ระบบขุมพลังไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการผลิตรถบางรุ่นร่วมกันในโรงงานของ Stellantis ที่สหรัฐฯ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

ดีลนี้ถือว่ามีน่าสนใจอย่างมาก สอดคล้องกับสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่อดีต CEO ของ FCA อย่าง Sergio Marchionne เคยพยายามผลักดันแนวคิดการควบรวมและจับมือกับค่ายรถรายอื่นมาโดยตลอด ก่อนที่ FCA จะรวมกับ PSA กลายเป็น Stellantis ในปี 2021 และวันนี้บริษัทก็ยังเดินหน้ากลยุทธ์เชิงพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เปลี่ยนจาก “การควบรวม” มาเป็น “ความร่วมมือเชิงเทคโนโลยี” แทน

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ JLR ต้องหาพันธมิตรในสหรัฐฯ คือผลกระทบจากภาษีนำเข้า เพราะปัจจุบันบริษัทไม่มีโรงงานผลิตรถในอเมริกาแม้แต่แห่งเดียว ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา JLR ต้องแบกรับต้นทุนภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 410 ล้านปอนด์ หรือราว 18,000 ล้านบาท จนต้องขึ้นราคารถและค่าขนส่งในหลายตลาด

 

ขณะที่ Stellantis เองก็มีโรงงานหลายแห่งในอเมริกาที่เคยถูกใช้งานต่ำกว่ากำลังการผลิต โดยเฉพาะหลังจากที่ยอดขายบางแบรนด์ชะลอตัว การดึง JLR เข้ามาร่วมผลิตรถหรือแชร์แพลตฟอร์มจึงอาจช่วยเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต ลดต้นทุนต่อคัน และสร้างรายได้เพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่เดิม

นักวิเคราะห์มองว่าความร่วมมือครั้งนี้อาจนำไปสู่ดีลหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้แพลตฟอร์มร่วมกันสำหรับรถ EV และ HEV ไปจนถึงการรีแบรนด์รถบางรุ่น หรือแม้แต่การผลิตรถของ JLR ในโรงงาน Stellantis ที่สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์อังกฤษลดภาระภาษีนำเข้าได้โดยตรง และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านซัพพลายเชนในระยะยาว

 

ฝั่ง JLR เองก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแผนรีแบรนด์ Jaguar ไปสู่ของแบรนด์รถไฟฟ้าระดับ Ultra luxury เต็มรูปแบบ ขณะที่ Land Rover ยังคงต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถ EV และซอฟต์แวร์ใหม่ๆ การมีพันธมิตรที่มีเครือข่ายการผลิตขนาดใหญ่อย่าง Stellantis จึงอาจช่วยลดภาระการลงทุนมหาศาลในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้มาก

 

ด้าน Antonio Filosa CEO ของ Stellantis ระบุว่าความร่วมมือนี้อาจสร้าง ความได้เปรียบทางธุรกิจให้กับทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่ายังคงโฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าเป็นหลัก ขณะที่หัวเรือของืJLR อย่าง PB Balaji มองว่าการทำงานร่วมกับ Stellantis จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีและสนับสนุนแผนขยายธุรกิจระยะยาวในตลาดอเมริกา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ JLR ไปแล้ว

นอกจากนี้ Stellantis ยังประกาศความร่วมมือกับ Dongfeng Motor ในวันเดียวกัน เพื่อผลิตรถ HEV และ EV ของแบรนด์ Voyah ที่โรงงานในฝรั่งเศส สะท้อนว่ากลยุทธ์ของ Stellantis ภายใต้ยุคใหม่จะพึ่งพาความร่วมมือและพันธมิตรระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แทนการลงทุนแบบลุยเดี่ยวแบบเดิม

ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าความร่วมมือระหว่าง Stellantis และ JLR จะออกมาในรูปแบบใด แต่หากดีลนี้เดินหน้าเต็มรูปแบบ ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งการจับมือสำคัญที่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์โลกในยุค EV และซอฟต์แวร์ครองตลาด โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาที่การแข่งขันกำลังดุเดือดที่สุดในรอบหลายปี

ที่มา: Stellantis , Motor1