Toyota ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าขยายไลน์อัพ Alphard/Vellfire ให้ครอบคลุมลูกค้ามากขึ้น ด้วยการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ Alphard G HEV ใหม่ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็นรุ่นเริ่มต้นของตระกูล ควบคู่ไปกับการเพิ่มรุ่น Alphard Z PHEV ที่เน้นความหรูหราและเทคโนโลยี Plug-in Hybrid มากยิ่งขึ้น ภายใต้การปรับปรุงรายละเอียดรุ่นปี 2026 ของ Alphard และ Vellfire ในประเทศญี่ปุ่น พร้อมกันนี้ยังมีการยกระดับอุปกรณ์มาตรฐานหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นระบบรองรับแรงสั่นสะเทือนแบบ Frequency Sensitive Shock Absorber ที่ติดตั้งในทุกรุ่นย่อย สีตัวถังใหม่ และการปรับงานตกแต่งภายใน เพื่อเสริมความพรีเมียมให้กับรถตู้ระดับเรือธงของ Toyota 

สำหรับไลน์อัพรุ่นย่อยใหม่ของ Alphard MY2026 จะมีทั้งหมด ดังนี้

  • Alphard G (แทนที่รุ่น X เดิม)
    • G HEV 8 Seat
    • G HEV E-Four 8 Seat
    • G HEV 7 Seat
    • G HEV E-Four 7 Seat
  • Alphard Z
    • Z 7 Seat
    • Z 4WD 7 Seat
    • Z HEV 7 Seat
    • Z HEV E-Four 7 Seat (NEW)
    • Z PHEV E-Four 6 Seat (NEW)
  • Alphard Executive Lounge
    • Executive Lounge HEV 7 Seat
    • Executive Lounge HEV E-Four 7 Seat
    • Executive Lounge PHEV E-Four 6 Seat

(ไลน์อัพของ Vellfire ยังคงเดิม)

 

 

 

 

 

สำหรับรุ่นย่อยใหม่ Alphard G HEV จะเข้ามาทำหน้าที่แทนรุ่น X HEV เดิม ในฐานะรุ่นเริ่มต้นของไลน์อัพ Alphard ขุมพลัง Hybrid โดยยังคงเน้นความคุ้มค่า แต่เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครบครันมากขึ้น อาทิ เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อน เบาะนั่งแถวที่ 2 มีให้เลือกทั้งแบบ Bench Seat 3 ที่นั่ง และ Captain Seat 2 ที่นั่ง พร้อมที่รองน่อง Ottoman และระบบอุ่นเบาะ หน้าจอสัมผัสขนาด 14 นิ้ว กล้องมองภาพรอบคัน Panoramic View Monitor รวมถึงระบบช่วยเบรกขณะจอด Parking Support Brake

 

ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การเพิ่มรุ่น Alphard Z PHEV ใหม่ เข้ามาเสริมทัพในกลุ่มขุมพลัง Plug-in Hybrid จากเดิมที่มีให้เลือกเฉพาะรุ่นสูงสุด Executive Lounge PHEV เท่านั้น ส่งผลให้ลูกค้ามีทางเลือกของ Alphard PHEV มากขึ้น โดยรุ่น Z PHEV ยังคงได้รับอุปกรณ์ระดับพรีเมียมหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว สี Silver Sputtering หลังคากระจก Moonroof แยกซ้ายขวา พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Executive Power Seat พร้อมระบบทำความร้อนและระบายอากาศ หน้าจอสัมผัสขนาด 14 นิ้ว ตลอดจนรองรับการชาร์จไฟทั้งแบบ AC และ DC รวมถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับสู่บ้านผ่านระบบ Vehicle-to-Home (V2H)

 

 

สำหรับรุ่นย่อยเดิมอื่นๆ Toyota ยังคงรักษาดีไซน์ภายนอกของ Alphard ไว้เช่นเดิม โดยเพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ สีดำ Neutral Black เข้ามาให้เลือกในทุกรุ่นย่อย ขณะที่การปรับปรุงหลักจะเน้นไปที่การยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ด้วยการนำวัสดุตกแต่งลาย Bronze Spattering และรายละเอียดการตกแต่งบางส่วนจากรุ่น Executive Lounge มาถ่ายทอดสู่รุ่นย่อยอื่นมากขึ้น ช่วยเพิ่มความหรูหราและความประณีตในการสัมผัส โดยไม่จำเป็นต้องขยับไปถึงรุ่นสูงสุดของไลน์อัพ

นอกจากนี้ ทางฝั่ง Vellfire ยังคงรักษาบุคลิกสปอร์ตหรูเอาไว้เช่นเดิม พร้อมอัปเกรดล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สี Hyperchrome Metallic ให้มีความดุดันแบบพรีเมี่ยมและยังคงใช้แนวทางการตกแต่งภายในแบบ Bronze Sputtering เหมือนกับรุ่น Executive Lounge เพื่อเพิ่มความพรีเมียมให้ทั้งไลน์อัป

 

 

ในด้านวิศวกรรม Toyota ได้ยกระดับคุณภาพการโดยสารของ Alphard และ Vellfire ด้วยการติดตั้งโช้กอัพแบบ Frequency-Sensitive Shock Absorber เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย โดยโช้กอัพชนิดนี้สามารถปรับลักษณะการตอบสนองตามความถี่ของแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นระหว่างการขับขี่ ช่วยลดแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความมั่นคงของตัวรถในช่วงความเร็วสูง ส่งผลให้การโดยสารมีความนุ่มนวล เงียบสบาย และเหมาะสมกับบทบาทของ Luxury MPV ระดับเรือธงมากยิ่งขึ้น

 

รายละเอียดด้านขุมพลังของ Alphard และ Vellfire ยังคงเดิม ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ล้วน รุ่น HEV และ PHEV ดังนี้

เบนซิน 2.5 ลิตร เฉพาะ Alphard

เครื่องยนต์รหัส 2AR-FE เบนซิน 2.5 ลิตร 2,493 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 90.0 x 98.0 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EFI กำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 232 นิวตันเมตร ที่ 4,100 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT-i ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD และขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD 

  • ความจุถังน้ำมัน 75 ลิตร 

เบนซิน 2.4 ลิตร TUBRO เฉพาะ Vellfire

เครื่องยนต์รหัส T24A-FTS เบนซิน 2.4 ลิตร 2,393 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 87.5 x 99.5 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ D4-S พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged กำลังสูงสุด 279 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 3,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Direct-shift 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD และขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD 

  • ความจุถังน้ำมัน 75 ลิตร 

เบนซิน 2.5 ลิตร Hybrid (HEV)

เครื่องยนต์รหัส A25A-FXS บนซิน 2.5 ลิตร 2,487 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 87.5 x 103.4 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ D4-S กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 236 นิวตันเมตร ที่ 4,300 – 4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 182 แรงม้า 270 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD โดยในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four จะมีมอเตอร์ไฟฟ้า 54 แรงม้า 121 นิวตันเมตร เข้ามาช่วยขับเคลื่อนในช่วงความเร็วต่ำ (ราวๆ 0-70 กิโลเมตร/ชั่วโมง) 

  • แบตเตอรี่ Hybrid เป็นแบบ Nickel-Metal Hydride (NiMH) 5 Ah
  • ความจุถังน้ำมัน 60 ลิตร 

เบนซิน 2.5 ลิตร Plug-in Hybrid (PHEV)

เครื่องยนต์รหัส A25A-FXS บนซิน 2.5 ลิตร 2,487 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 87.5 x 103.4 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ D4-S กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 219 นิวตันเมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 182 แรงม้า 270 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD โดยในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four จะมีมอเตอร์ไฟฟ้า 54 แรงม้า 121 นิวตันเมตร เข้ามาช่วยขับเคลื่อนในช่วงความเร็วต่ำ (ราวๆ 0-70 กิโลเมตร/ชั่วโมง)

  • แบตเตอรี่ Hybrid เป็นแบบ Lithium-ion 51 Ah
  • รองรับการชาร์จไฟฟ้า AC และ DC
  • ความจุถังน้ำมัน 47 ลิตร
 

 

Toyota ตั้งราคาจำหน่าย Alphard 2026 ไว้ระหว่าง 4,970,000 – 10,699,700 เยน (ประมาณ 1,013,774 – 2,182,510) ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและระบบขับเคลื่อน ขณะที่ Vellfire 2026 มีราคาอยู่ที่ 6,749,600 – 10,899,900 เยน (ประมาณ 1,376,722 – 2,223,263 บาท) โดยเริ่มวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป

ที่มา: Toyota