เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 Audi ได้ฤกษ์เปิดตัว Nuvolari Hypercar ลำใหม่ล่าสุด ซึ่งถือเป็นรถสมรรถนะสูงขุมพลัง Hybrid รุ่นแรกของแบรนด์ และก้าวขึ้นเป็นรถยนต์ที่ทรงพลังที่สุดรวมถึงเร็วที่สุดเท่าที่ Audi เคยผลิตมา ด้วยพละกำลังสูงสุด 1,001 แรงม้า ความเร็วสูงสุดเกิน 350 กม./ชม. พร้อมกำหนดผลิตจำนวนจำกัดเพียง 499 คันทั่วโลก และจะเริ่มส่งมอบในช่วงครึ่งแรกของปี 2027
Nuvolari ยังเป็นรถโปรดักชันคันแรกที่ใช้แนวทางการออกแบบยุคใหม่ของ Audi อย่างเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังที่ตึงกระชับ พื้นผิวเรียบเนียนไร้รอยต่อ ผสานเทคโนโลยีและระบบอากาศพลศาสตร์อัจฉริยะเข้าด้วยกัน รูปทรงแบบวางเครื่องยนต์กลาง (Mid-Engine) ช่วยสร้างสัดส่วนตัวรถที่ทรงพลัง เตี้ยกว้าง และมีบุคลิกดุดันในแบบ Hypercar ขนานแท้
ตัวถังภายนอกมาในสีใหม่ “Titanium” ซึ่งเป็นสีเดียวกับรถต้นแบบ Audi Concept C และรถแข่ง Formula 1 ของ Audi ตัดกับชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน ช่วยขับเน้นรายละเอียดเส้นสายตัวถังให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ขณะที่โครงสร้างหลักใช้แนวคิด Audi Space Frame ผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นครั้งแรกในรถโปรดักชันของแบรนด์ เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแกร่งในการบิดตัว
ด้านอากาศพลศาสตร์ Audi ได้พัฒนาระบบ Active Aerodynamics โดยได้รับอิทธิพลจาก Formula 1 ชิ้นส่วนทุกจุดตั้งแต่สปลิตเตอร์หน้าไปจนถึงดิฟฟิวเซอร์หลังถูกออกแบบให้มีหน้าที่เฉพาะ ขณะที่ปีกหลังไฟฟ้าแบบ Adaptive Rear Wing สามารถปรับได้ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ Closed Low Downforce และ High Downforce รวมถึงมีระบบ DRS เหมือนรถแข่ง Formula 1 สำหรับลดแรงต้านอากาศบนทางตรง เมื่ออยู่ในโหมดแรงกดสูงสุด ระบบสามารถสร้างแรงกดอากาศได้มากกว่า 400 กิโลกรัม
ระบบจัดการพลังงานและระบบเบรกก็ได้รับการพัฒนาจากเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตเช่นกัน โดยสามารถชะลอความเร็วด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 0.3G พร้อมระบบ Brake-by-Wire และชุดเบรก Audi Ceramic Pro ที่ใช้จานเบรกคาร์บอนโครงสร้างพิเศษแบบเดียวกับ Formula 1 ให้ประสิทธิภาพการเบรกระดับรถแข่ง แม้ใช้งานหนักต่อเนื่องในสนาม
หัวใจสำคัญคือระบบขับเคลื่อน Hybrid สมรรถนะสูง ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์คู่ ให้กำลัง 800 แรงม้า สามารถสร้างแรงบิดสูงสุด 730 นิวตัน-เมตร และลากรอบได้ถึง 10,000 รอบต่อนาที ซึ่งปกติพบได้เฉพาะในรถแข่งเท่านั้น ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial Flux จำนวน 3 ตัว โดยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ด้านหน้าซึ่งระบายความร้อนด้วยน้ำมัน
ให้กำลังสูงสุดตัวละ 150 แรงม้า สามารถสร้างแรงบิดรวมสูงสุดถึง 2,150 นิวตัน-เมตร พร้อมช่วยกระจายแรงบิดแบบแปรผันในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ส่วนมอเตอร์ตัวที่สามติดตั้งระหว่างเครื่องยนต์กับชุดเกียร์ ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 7.3 kWh รวมพละกำลังทั้งระบบ 1,001 แรงม้า (PS)
ด้วยระบบขับเคลื่อนดังกล่าว Nuvolari สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 2.6 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 6.8 วินาที ก่อนทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 350 กม./ชม. โดย Rouven Mohr ประธานฝ่ายเทคนิคของ Audi ระบุว่า รถรุ่นนี้สะท้อนศักยภาพด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมของแบรนด์ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก Formula 1 มาใช้กับรถเวอร์ชั่นถนนจริง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อใหม่ที่เรียกว่า quattro Predictive Ride ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ โดยใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์รอบคัน ทั้งมุมองศาพวงมาลัย อัตราเร่ง องศาการส่ายของตัวรถ และระดับการยึดเกาะถนน มาประมวลผลล่วงหน้า หากระบบคาดการณ์ว่ารถกำลังจะสูญเสียการยึดเกาะในโค้ง ก็จะสั่งกระจายแรงบิด เบรก และปรับแรงกดอากาศอย่างเหมาะสมทันที ช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความแม่นยำในการควบคุม
ภายในห้องโดยสารเน้นแนวคิด Driver-Oriented อย่างชัดเจน แผงควบคุมทั้งหมดถูกจัดวางให้อยู่ในสายตาผู้ขับ วัสดุหลักประกอบด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ อะลูมิเนียมอโนไดซ์ และเบาะน้ำหนักเบาโครงสร้างคาร์บอนที่ช่วยรองรับแรงด้านข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โทนสีภายในแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยพื้นที่ผู้ขับใช้สีเข้ม ส่วนด้านหลังใช้สี Shadow Dune ที่สว่างกว่า เพิ่มมิติและความหรูหรา
ชื่อ Nuvolari ได้รับแรงบันดาลใจจาก Tazio Nuvolari นักแข่งระดับตำนานชาวอิตาลี ผู้มีชื่อเสียงด้านความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน ตลอดช่วงปี 1931 – 1939 ซึ่ง Audi มองว่าเป็นคุณลักษณะที่สะท้อนตัวตนของซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของแบรนด์สี่ห่วง
ที่มา: Audi
