ก่อนหน้านี้ All NEW Lexus ES ได้เผยโฉมครั้งแรกของโลกมาแล้วทั้งในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ล่าสุด ถึงคิวของตลาดบ้านเกิดอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่ Lexus ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดรับจองและประกาศราคาจำหน่ายครบทั้งไลน์อัพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นขุมพลัง HEV รหัส ES 350h รวมถึงรุ่นไฟฟ้าล้วน BEV ทั้ง ES 350e และ ES 500e โดยรถทุกคันสำหรับตลาดญี่ปุ่นจะผลิตที่โรงงานคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของ Lexus ระดับโลก
การเปิดตัวครั้งนี้ยังมีความสำคัญกับตลาดประเทศไทยไม่น้อย เพราะเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนี่เอง ที่มีแนวโน้มจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราช่วงปลายปี 2026 หลังจากที่ Lexus ประเทศไทยเคยทำตลาด ES ด้วยการนำเข้าจากญี่ปุ่นมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการคัดเลือกรุ่นย่อยใดเข้ามาทำตลาดบ้าง โดยเฉพาะรุ่นหรูอย่าง Version L และ RR Comfort Package ที่ยกระดับความสบายของผู้โดยสารตอนหลังจนให้บรรยากาศไม่ต่างจากรถผู้บริหารระดับเรือธง
สำหรับราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น มีรายละเอียดดังนี้
- ES 350h ราคา 7,900,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,620,000 บาท)
- ES 350h AWD ราคา 8,100,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,660,000 บาท)
- ES 350e ราคา 7,900,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,620,000 บาท)
- ES 350e Version L ราคา 8,800,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,800,000 บาท)
- ES 350e RR Comfort Package ราคา 9,200,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,890,000 บาท)
- ES 500e AWD ราคา 8,300,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,700,000 บาท)
- ES 500e AWD Version L ราคา 9,200,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยราว 1,890,000 บาท)
ตัวเลขคิดเป็นเงินไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2026 ยังไม่รวมภาษีนำเข้า 20% สำหรับรุ่น BEV และ 80% สำหรับรุ่น HEV รวมถึงภาษีอื่นๆ ของประเทศไทย


Lexus ES ใหม่ ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบใหม่ Clean Tech x Elegance ที่ต้องการรักษาเอกลักษณ์ความสง่างามของ ES เอาไว้ แต่เติมภาพลักษณ์แห่งยุครถยนต์ไฟฟ้าให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ตัวถังมาในสัดส่วน Sedan Fastback หลังคาลาดต่อเนื่องไปถึงฝาท้าย พร้อมเส้นสายที่เรียบง่าย ลดรายละเอียดที่ไม่จำเป็น และให้ความสำคัญกับหลักอากาศพลศาสตร์มากกว่ารุ่นก่อน
ด้านหน้าเป็นการตีความใหม่ของเอกลักษณ์ Spindle Grille จนกลายมาเป็น Spindle Body โดยรุ่นไฟฟ้าล้วน BEV จะใช้แผงหน้าทึบเพื่อสะท้อนความเป็นรถ EV ขณะที่รุ่น Hybrid ยังคงติดตั้งช่องรับอากาศขนาดเล็กบริเวณส่วนบนของกันชนหน้า เพื่อรองรับการระบายความร้อนของเครื่องยนต์สันดาปภายใน นับเป็นหนึ่งในรายละเอียดสำคัญที่ช่วยแยกความแตกต่างของทั้งสองขุมพลังได้อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งจุดเด่นคือชุดไฟหน้าแบบ Twin L-Signature Lamp และไฟท้าย Light Bar แบบเต็มความกว้าง พร้อมโลโก้ LEXUS เรืองแสงที่ผสานเป็นชิ้นเดียวกัน ช่วยสร้างภาพลักษณ์ร่วมของรถยนต์ Lexus ยุคใหม่ ขณะที่ล้ออัลลอยพร้อม Aero Wheel Cover และการออกแบบตัวถังด้านท้ายที่เน้นการไหลของกระแสลม ก็มีส่วนช่วยลดแรงต้านอากาศ เพิ่มทั้งประสิทธิภาพด้านอัตราสิ้นเปลืองในรุ่น HEV และระยะทางวิ่งต่อการชาร์จในรุ่น BEV อีกด้วย
Lexus ยังคงให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ด้านความเงียบ โดยพัฒนางานด้าน NVH อย่างรอบด้าน ทั้งการติดตั้งกระจก Acoustic Glass การปรับปรุงซีลยางรอบบานประตู รวมถึงการเพิ่มวัสดุซับเสียงและฉนวนกันสะเทือนในหลายตำแหน่ง เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกและสร้างบรรยากาศการเดินทางที่เงียบสงบสมกับ Sedan ระดับหรู
ในด้านอากาศพลศาสตร์ Lexus ออกแบบตัวถังเพื่อเพิ่มทั้งความประหยัดพลังงาน ความเงียบ และเสถียรภาพที่ความเร็วสูง กันชนหน้าและ Aero Wheel Cover ช่วยจัดการทิศทางการไหลของอากาศ ขณะที่รุ่น HEV ติดตั้ง Active Grille Shutter เพื่อลดแรงต้านอากาศ ส่วนรุ่น BEV สามารถควบคุมองศาการเปิด-ปิดของชัตเตอร์ได้ละเอียดขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนและการไหลของอากาศ
รายละเอียดด้านท้ายและใต้ท้องรถก็แตกต่างกันตามลักษณะของระบบขับเคลื่อน โดยรุ่น BEV ใช้พื้นใต้ท้องรถแบบปิดเต็มพื้นที่ (Full Flat Underbody) และออกแบบมุมลาดของด้านท้ายเพื่อช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ส่วนรุ่น HEV เน้นลดแรงต้านอากาศด้วยสปอยเลอร์หลังและแผ่นปิดใต้ท้องรถ นอกจากนี้ ทั้งสองระบบยังติดตั้งครีบสร้างกระแสลม UMVG (Underfloor Multi Vortex Generator) เพื่อควบคุมการไหลของอากาศใต้ท้องรถ ลดแรงยกและเพิ่มความมั่นคงขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Clean Tech x Elegance เช่นเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอก โดยเน้นการสร้างบรรยากาศที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความประณีตในแบบฉบับ Lexus แผงคอนโซลหน้าถูกออกแบบให้มีลักษณะบางและวางในแนวนอน ช่วยเพิ่มความรู้สึกโปร่งโล่งและทัศนวิสัยที่ดีขึ้น ขณะที่ตำแหน่งมาตรวัดและหน้าจอกลางขนาด 14 นิ้ว ถูกจัดวางให้ผู้ขับสามารถใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลดการละสายตาจากถนน
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเปิดตัว Responsive Hidden Switches ปุ่มควบคุมรูปแบบใหม่ที่ผสานเข้ากับแผงคอนโซลอย่างกลมกลืน เมื่อไม่ได้ใช้งานจะดูเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของวัสดุตกแต่ง แต่เมื่อผู้ขับนำมือเข้าใกล้ สัญลักษณ์ต่าง ๆ จะปรากฏขึ้น พร้อมยังคงให้สัมผัสการกดแบบปุ่มจริง แตกต่างจากการใช้หน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ Lexus ยังให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศภายในด้วยไฟ Ambient Light ที่สามารถเลือกสีและรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย รวมถึงลวดลายตกแต่ง Bamboo Layering แบบเรืองแสงในรุ่นสูง ช่วยยกระดับห้องโดยสารของ ES ให้มีความหรูหราและอบอุ่นในสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย

สำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหราระดับสูงสุด ทาง Lexus ได้จัดเตรียมรุ่น Version L เอาไว้ โดยเน้นการยกระดับบรรยากาศและความประณีตของห้องโดยสารมากกว่าการเพิ่มฟังก์ชันแบบรถลิมูซีน มาพร้อมอุปกรณ์พิเศษ อาทิ ไฟหน้า Full LED พร้อมระบบ Adaptive High Beam System (AHS) ความละเอียดสูง ลวดลายตกแต่งประตู Bamboo Layering แบบเรืองแสง ชุดไฟ Ambient Light และวัสดุตกแต่งภายในเกรดพรีเมียม รวมถึงที่วางแขนเบาะหลังพร้อมกล่องเก็บของและ Palm Rest เพื่อเสริมความสะดวกสบายในการเดินทาง
ขณะที่รุ่น Rr Comfort Package จะมีแนวทางที่แตกต่างออกไป โดยมุ่งเน้นการยกระดับผู้โดยสารตอนหลังให้เปรียบเสมือนห้องโดยสารของรถผู้บริหาร ด้วยอุปกรณ์อย่างเบาะ Ottoman, ระบบนวด ระบบระบายอากาศ และการควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ จากเบาะหลัง ดังนั้น หากกล่าวแบบสั้น ๆ รุ่น Rr Comfort Package คือ ES สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับ ความสบายของคนนั่งหลัง ส่วน Version L คือ ES สำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหราของทั้งคัน ทั้งในแง่งานออกแบบ วัสดุตกแต่ง และบรรยากาศระดับ Flagship
รายละเอียดขุมพลังขับเคลื่อนของ Lexus ES มีดังนี้
ES 350h FWD / E-Four AWD
เครื่องยนต์รหัส A25A-FXS เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.5 ลิตร 2,487 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 87.5 x 103.4 มิลลิเมตร ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct-injection D4-S กำลังสูงสุด 189 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตันเมตร ที่ 4,200 – 5,000 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส 2VM กำลังสูงสุด 162 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 272 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD และในรุ่น E-Four AWD จะมีมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส 4NM กำลังสูงสุด 56 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร สำหรับขับเคลื่อนล้อหลังในช่วงความเร็วตำ่-ความเร็วปานกลาง
ES 350e FWD
ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส 2XM กำลังสูงสุด 167 กิโลวัตต์ หรือ 227 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 268 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 74.69 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 6 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 150 kW
- ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม อยู่ที่ 670 (WLTC)
- ชาร์จด้วย DC 150 kW จาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที
ES 500e DIRECT4 AWD
ขับเคลื่อน 4 ล้อ DIRECT4 AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส 2XM กำลังสูงสุด 167 กิโลวัตต์ หรือ 227 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 268 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส 3XM กำลังสูงสุด 88 กิโลวัตต์ หรือ 120 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 169 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 74.69 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 6 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 150 kW
- ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม อยู่ที่ 636 กิโลเมตร (WLTC)
- ชาร์จด้วย DC 150 kW จาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที



ด้านเทคโนโลยีการขับขี่ ได้รับการพัฒนาระบบควบคุมการขับเคลื่อนให้ตอบสนองเป็นธรรมชาติและแม่นยำมากขึ้น โดยรุ่น ES 500e AWD มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า DIRECT4 ที่สามารถปรับกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลังแบบเรียลไทม์ตามสภาพการขับขี่ ช่วยลดอาการหน้ารถเชิดขณะเร่งความเร็ว เพิ่มความแม่นยำในการเข้าโค้ง และสร้างความมั่นใจในช่วงออกจากโค้ง ขณะที่รุ่น ES 350h AWD ใช้ระบบ E-Four ซึ่งขับเคลื่อนล้อหลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นผิวลื่นและควบคุมการกระจายกำลังหน้า-หลังให้เหมาะสมกับสถานการณ์
สำหรับรุ่น BEV ยังติดตั้งระบบ Regenerative Braking ที่สามารถเลือกระดับแรงหน่วงได้ 5 ระดับผ่านแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับเลือกฟีลการชะลอรถได้ตามต้องการ พร้อมเพิ่มระบบ Dynamic G Control ที่ควบคุมการตอบสนองของแรงเร่งและการถ่ายเทน้ำหนักให้สอดคล้องกับความตั้งใจของผู้ขับ ช่วยให้การเร่งความเร็วมีความต่อเนื่องและควบคุมตัวรถได้ง่ายขึ้น
อีกหนึ่งลูกเล่นใหม่คือ Interactive Manual Drive สำหรับ ES 500e ที่จำลองประสบการณ์การขับรถเกียร์ธรรมดาผ่านการทำงานร่วมกันของคันเร่ง แป้น Paddle Shift เสียงจำลอง และกราฟิกบนหน้าจอแสดงผล ผู้ขับสามารถเลือกโหมด M และเปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้ด้วยตนเอง โดยระบบจะปรับการตอบสนองตามโหมดการขับขี่ เช่น SPORT และ NORMAL เพื่อเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ แม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนก็ตาม
งานวิศวกรรมอื่นๆ Lexus ES มาพร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ โดย Lexus ปรับปรุงทั้งค่าความแข็งแรงของโครงสร้าง จุดยึด และการเซ็ตค่าช่วงล่าง เพื่อให้ได้บุคลิกการขับขี่ตามแนวคิด Lexus Driving Signature ทั้งความมั่นคงในทางตรง ความนุ่มนวลในการโดยสาร และอาการโคลงของตัวถังที่เป็นธรรมชาติขณะเข้าโค้ง โดยมีการปรับจูนทั้งมุม Pitch และ Roll อย่างละเอียดเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสบายและการควบคุม
ในรุ่นสูงอย่าง Version L และ Rr Comfort Package ยังติดตั้งระบบ NAVI-AI-AVS (Adaptive Variable Suspension) ที่ใช้โซลินอยด์วาล์วแบบ Linear พร้อมเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยประเมินสภาพผิวถนนล่วงหน้า และปรับแรงหน่วงของโช้กอัพแบบอัตโนมัติ ช่วยให้รถซับแรงสะเทือนได้ดีขึ้นบนถนนขรุขระ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความนิ่งและเสถียรภาพของตัวรถในช่วงเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลนด้วยความเร็วสูง
ด้านการบังคับควบคุม รุ่นสูงยังมาพร้อมระบบ Dynamic Rear Steering (DRS) ที่สามารถหักล้อหลังได้สูงสุด 4 องศา โดยจะหักสวนทางกับล้อหน้าในความเร็วต่ำเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเลี้ยวและจอดรถ และหักไปในทิศทางเดียวกันกับล้อหน้าเมื่อใช้ความเร็วสูง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความมั่นใจในการเปลี่ยนเลนหรือเข้าโค้ง ทำให้ ES รุ่นใหม่มีทั้งความสะดวกในการใช้งานประจำวันและการขับขี่ที่มั่นคงในทุกสภาพการเดินทาง
ด้านความปลอดภัย มาพร้อมการอัพเกรดระบบ Lexus Safety System + เจเนอเรชั่นล่าสุด โดย Lexus ระบุว่าได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อมและช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันของกล้อง เซนเซอร์ และเรดาร์รอบคัน พร้อมรองรับการขับขี่ในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งในเมืองและการเดินทางระยะไกล
อุปกรณ์สำคัญประกอบด้วย Pre-Collision Safety System ที่สามารถตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ คนเดินถนน และสิ่งกีดขวาง พร้อมช่วยเบรกเพื่อลดความรุนแรงของการชน, Adaptive Cruise Control แบบแปรผันความเร็วอัตโนมัติ, Lane Tracing Assist (LTA) ช่วยประคองรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ, Lane Change Assist (LCA) ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนเลนบนทางหลวง รวมถึง Driver Emergency Response System (DERS) ที่สามารถชะลอรถและหยุดรถโดยอัตโนมัติ หากตรวจพบว่าผู้ขับไม่สามารถควบคุมรถได้
นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่อื่น ๆ อย่าง Blind Spot Monitor (BSM), Rear Cross Traffic Alert (RCTA), ระบบแสดงภาพรอบคันพร้อมมุมมองแบบโปร่งใส (Transparent View), ระบบไฟสูงอัตโนมัติ และในรุ่นสูงยังมาพร้อม Adaptive High Beam System (AHS) แบบความละเอียดสูง ที่สามารถควบคุมการกระจายลำแสงได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนโดยไม่รบกวนผู้ใช้รถคันอื่น สะท้อนแนวคิดของ Lexus ที่ต้องการยกระดับทั้งความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจ คือระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Lexus Teammate Advanced Park ที่รองรับการควบคุมรถจากภายนอกผ่านสมาร์ตโฟนด้วยฟังก์ชัน Remote Park ผู้ขับสามารถสั่งให้รถเข้าจอดหรือออกจากช่องจอดได้จากระยะไกล รองรับทั้งการจอดแบบขนานและจอดเข้าซอง รวมถึงการขยับรถเดินหน้า-ถอยหลังในพื้นที่แคบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนสัมภาระหรือการขึ้น-ลงรถในสถานการณ์ที่มีพื้นที่จำกัด
สีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 7 สี โดยยังคงมีโทนสีคลาสสิกอย่าง สีขาว White Nova Glass Flake สีเงิน Sonic Titanium สีเทา Sonic Chrome สีเงิน Sonic Iridium และสีดำ Graphite Black Glass Flake ขณะที่ไฮไลต์ใหม่คือ สีฟ้าอ่อน Lexus พัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์อันสะอาดและล้ำสมัยด้วยเม็ดสีแบบ Solid-like Color ที่มีเอฟเฟกต์สีน้ำเงินปรากฏบนพื้นผิวตัวถังเมื่อกระทบแสง ช่วยสร้างมิติที่แตกต่างจากสีเมทัลลิกทั่วไป อีกหนึ่งสีที่น่าสนใจคือ สีทองแดง Sonic Copper โทนอุ่น ซึ่งมีให้เลือกในทุกรุ่นย่อย ช่วยเพิ่มความหรูหราและโดดเด่น
ที่มา : Lexus Japan
