รีวิว พาชม MG URBAN

by Q & TOB

หากมองเผินๆ หลายคนอาจสงสัยว่า MG Urban จะเข้ามาทำตลาดทำไม ในเมื่อ MG4 ก็ยังอยู่ แถมทั้งคู่ยังเป็นรถ EV ขนาด Compact ที่มีพิกัดใกล้เคียงกันเสียด้วย แต่หลังจากได้เห็นรถคันจริงและลองใช้เวลาอยู่กับมันสักพัก ผมกลับมองว่า MG ไม่ได้กำลังหารถรุ่นใหม่มาแทนที่ MG4 เพราะสองคันนี้เหมือนถูกสร้างมาให้ตอบโจทย์คนละแบบตั้งแต่แรก

ถ้าจะอธิบายแบบง่ายที่สุด MG4 คือเด็กสายสปอร์ตที่ชอบขับ ชอบเข้าโค้ง และพร้อมจะชวนคุณกดคันเร่งเล่นทุกครั้งที่ถนนโล่ง ส่วน Urban กลับดูเป็นคนละคาแรกเตอร์ มันคือรถที่พยายามทำให้ชีวิตประจำวันสบายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่เคยนั่ง MG4 แล้วรู้สึกว่า เบาะหลังเล็กไปนิด หรืออยากได้รถที่พาครอบครัวไปไหนมาไหนได้ง่ายกว่าเดิม

และสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุด ก็ไม่ใช่สารพัดฟังก์ชั่นในเมนูบนจอขนาดใหญ่ แต่เป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามอย่างพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลัง โดยเฉพาะ Legroom ที่ทำได้ดีเกินความคาดหมาย พูดไปบางคนอาจหาว่าผมพูดเกินจริง แต่หลังจากลองนั่งเอง ผมว่าระยะวางขาของ Urban มันชวนให้นึกถึงรถ D-Segment อย่าง Toyota Camry อยู่เหมือนกัน และถ้าเทียบกับ MG4 หรือคู่แข่งในตลาด EV ระดับราคาใกล้เคียงกัน Urban ถือว่าทำผลงานจุดนี้ได้เหนือกว่าพอสมควร

 

สำหรับประเทศไทย MG Urban จะถูกประกอบที่โรงงานของ MG ประเทศไทย และเตรียมทำตลาดด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Standard, Max และ Ultra ส่วนแต่ละรุ่นให้อุปกรณ์แตกต่างกันอย่างไร สามารถเข้าไปอ่านสรุปสเป็คทั้งหมดได้ที่นี่ Click Here โดยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะประกาศในวันที่ 17 มิถุนายน นี้

ด้านงานออกแบบ ถ้า MG4 เป็นรถที่พยายามทำหน้าดุ ใส่รองเท้าผ้าใบ และพร้อมออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา Urban ก็ดูเหมือนจะเลือกใส่เสื้อยืดสีพาสเทล ตัวรถเส้นสายมีความโค้งมน ดูเป็นมิตร และน่าจะถูกใจลูกค้าผู้หญิงหรือคนที่ไม่ได้อยากได้รถลุคสปอร์ตจัดๆ ขนาดตัวถังยาว 4,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,842 มิลลิเมตร สูง 1,549 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร ซึ่งใหญ่กว่า MG4 ทุกมิติ และขนาดที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่มันถูกแปลงมาเป็นพื้นที่ใช้สอยที่สัมผัสได้จริง

 

เมื่อก้าวเข้ามาภายใน หลายคนคงรู้สึกคุ้นตา เพราะงานออกแบบโดยรวมยกแนวคิดมาจาก MG S5 และยังมีกลิ่นอายของ MG4 อยู่ไม่น้อย แต่จุดที่แตกต่างชัดเจนคือเบาะหลังที่เอนได้มากกว่า พื้นที่วางขาที่เหลือเฟือ และในรุ่น Ultra ยังจัดหลังคากระจก Panoramic Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้ามาให้ เอาใจคนที่ชอบห้องโดยสารโปร่งๆ และให้ความสำคัญกับบรรยากาศมากกว่าตัวเลขแรงม้าซึ่งน้อยกว่า MG4 อยู่หลายสิบตัว

สำหรับการขับขี่ ครั้งนี้เรามีโอกาสลองรถเพียงในพื้นที่สตูดิโอถ่ายทำโฆษณา ด้วยความเร็วต่ำและระยะทางสั้นๆ จึงยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าช่วงล่างดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่พอสัมผัสได้คือ พวงมาลัยมีน้ำหนักกำลังดี ไม่เบาโหวงแบบรถจีนหลายรุ่น อัตราทดเซ็ตมาคล่องตัว เหมาะกับการลัดเลาะในเมือง และที่ชอบอีกอย่างคือวงเลี้ยวที่ค่อนข้างแคบ แม้ว่ามันจะไม่ได้ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ยอมให้ล้อหน้าบิดตัวได้เยอะ เหมือน MG4 ก็ตาม

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ Urban ดูน่าสนใจ คือการใส่เทคโนโลยีมาแบบไม่ค่อยเกรงใจระดับราคา โดยเฉพาะระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล Remote Auto Parking ที่ควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือได้ คล้ายกับระบบ Summon ของ Tesla ขณะที่รุ่น Ultra ยังติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์รอบคัน พร้อมชิป Qualcomm Snapdragon 8155 รองรับระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC ซึ่งปกติเรามักเห็นของเล่นแบบนี้อยู่ในรถราคาล้านบาทขึ้นไปมากกว่า

 

แน่นอนว่า การพาชมรถคันจริงเพียงครั้งเดียว ยังตอบคำถามไม่ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องการเก็บเสียง ช่วงล่าง อัตราเร่ง หรือประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่จากสิ่งที่ได้สัมผัสในวันนี้ ผมคิดว่า MG ไม่ได้กำลังสร้าง MG4 สายหวาน หากแต่กำลังสร้างรถอีกคันสำหรับคนที่มองว่าความสบายของคนในรถ สำคัญไม่แพ้ความสนุกหลังพวงมาลัย

โดยรวมแล้ว ถือว่า MG เปิดเกมของ Urban ได้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะมันมีคาแรกเตอร์ชัดเจนและแตกต่างจาก MG4 มากพอสมควร แต่บทสรุปสุดท้ายจะออกมาสวยแค่ไหน คงต้องรอดูตัวเลขที่ทุกคนรอคอย นั่นคือราคาจำหน่าย เพราะถ้าตั้งได้ถูกจังหวะ Urban ก็มีโอกาสกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของตลาด EV ราคา 5 – 7 แสนบาทในบ้านเรา แต่ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว คู่แข่งที่ยืนรออยู่เต็มตลาดทั้งจีนและญี่ปุ่นก็คงไม่ปล่อยให้มันเดินเกมง่ายๆ แน่นอน