เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 Tesla เผยรายละเอียดเพิ่มเติมของ Cybercab รถแท็กซี่ไร้คนขับผ่านเอกสารจากหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ที่ถูกพัฒนาเพื่อรองรับอนาคตของการเดินทางแบบอัตโนมัติเต็มอย่างรูปแบบ โดยการออกแบบภายนอกถือเป็นรูปทรงที่ผิดแปลกไปจากรถแท็กซี่ทั่วไป โดยเป็นรถทรง Coupe 2 ประตู และแน่นอนว่าไม่มีทั้งพวงมาลัย แป้นคันเร่ง และแป้นเบรก เหลือเพียงห้องโดยสารสำหรับผู้โดยสาร 2 ที่นั่งเท่านั้น

 

Cybercab ถูกออกแบบแตกต่างจากรถยนต์ Tesla รุ่นอื่นอย่างชัดเจน เน้นความเรียบง่าย น้ำหนักเบา และประสิทธิภาพสูงสุด ตัวรถใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุดเพียง 219 แรงม้า ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ความจุ 48 kWh ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กกว่ารถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบัน

 

ถึงแม้แบตเตอรี่จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ Tesla ระบุว่ารถสามารถทำระยะทางตามมาตรฐาน EPA Equivalent All Electric Range ได้สูงถึง 418 ไมล์ หรือประมาณ 673 กิโลเมตร ขณะที่ระยะทางใช้งานจริงที่คาดว่าจะปรากฏบนฉลาก EPA อาจอยู่ที่ประมาณ 293 ไมล์ หรือราว 472 กิโลเมตร

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญคือ น้ำหนักตัวรถประมาณ 1,412 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่า Tesla Model 3 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังที่เป็นรถ Tesla ที่น้ำหนักเบาที่สุดในปัจจุบัน โดยเป็นผลจากตัวถังขนาดกะทัดรัด ห้องโดยสารแบบมินิมอล และการตัดอุปกรณ์ควบคุมสำหรับผู้ขับออกไปทั้งหมด

 

ด้วยกำลัง 219 แรงม้า เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวรถที่น้อยขนาดนี้ Cybercab จึงมีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักใกล้เคียงกับรถสปอร์ตอย่าง Subaru BRZ รุ่นแรก แม้จะไม่ได้เน้นสมรรถนะความเร็วสูง แต่ก็เพียงพอสำหรับบทบาทการเป็นยานพาหนะอัตโนมัติสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน

 

Tesla ยังเคลมว่า Cybercab มีอัตราการใช้พลังงานเพียง 102 Wh/กิโลเมตร (9.8 กิโลเมตร/kWh) ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในขณะนี้ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานลดลงจนสามารถแข่งขันได้ ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบที่เน้นลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม เอกสารของ EPA ยังมีข้อมูลที่ระบุว่าโหมดการขับเคลื่อนระหว่างการทดสอบเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดก่อนหน้านี้ชี้ว่า Cybercab ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเพียงอย่างเดียว ทำให้ยังต้องรอการยืนยันรายละเอียดอย่างเป็นทางการจาก Tesla อีกครั้ง

 

หาก Tesla สามารถผลิต Cybercab ได้ตามเป้าหมายราคาจำหน่ายเริ่มต้นประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.1 ล้านบาท รถรุ่นนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ความท้าทายที่แท้จริงยังคงอยู่ที่การพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างเต็มรูป Level 4 แบบให้พร้อมใช้งานจริง หลังจากปัจจุบัน Tesla ยังมีเพียงระบบช่วยขับขี่ระดับ Level 2 ที่ต้องอาศัยการควบคุมและการเฝ้าระวังจากผู้ขับตลอดเวลา

ที่มา: Autoblog