รีวิว เปรียบเทียบ Honda CR-V e:HEV RS 2WD vs 4WD

by Q & TOB

Honda CR-V e Minorchange 2026 อาจไม่ใช่การปรับโฉมที่หวือหวา เพราะหน้าตาแทบไม่เปลี่ยนจากเดิม แต่สิ่งที่ Honda ทำในครั้งนี้ถือว่าตรงจุดพอสมควร โดยเฉพาะการเพิ่มระบบความปลอดภัยอย่าง Blind Spot Information (BSI) และ Cross Traffic Monitor (CTM) เข้ามาในหลายรุ่นย่อย ขณะที่ราคาจำหน่ายยังคงเดิม หรือบางรุ่นถูกลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ จึงนับเป็นการอัพเกรดที่ทำให้ CR-V ดูคุ้มค่าขึ้นแบบรู้สึกได้

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือ การเพิ่มรุ่น RS ขับเคลื่อนล้อหน้า ราคา 1,659,000 บาท เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ โดยวางตัวอยู่ต่ำกว่ารุ่น RS AWD ที่ราคา 1,729,000 บาท เพียง 70,000 บาท ทำให้หลายคนเริ่มลังเลว่า ควรเพิ่มเงินไปเอารุ่น AWD หรือประหยัดงบแล้วเลือกรุ่นขับหน้าดี !?

 

ในแง่ของสมรรถนะ รุ่นขับหน้าดูจะได้เปรียบเล็กน้อยจากน้ำหนักตัวที่เบากว่าประมาณ 50 กิโลกรัม แม้เราจะยังไม่ได้จับตัวเลขอัตราเร่งอย่างเป็นทางการ แต่จากการทดลองออกตัวพร้อมกัน พบว่ารุ่น FWD จะพุ่งนำออกไปก่อนเล็กน้อย และค่อยๆ ฉีกระยะห่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รุ่น AWD ที่เคยทดสอบโดยทีมงาน Headlightmag ทำตัวเลข 0-100 km/h ได้ 9.95 วินาที และ 80-120 km/h ใน 7.24 วินาที ถ้าให้เดาตัวเลขของรุ่น FWD น่าจะไวกว่า 0.2-0.3 วินาที

อย่างไรก็ตาม ความต่างด้านสมรรถนะไม่ได้มากจนเปลี่ยนบุคลิกของรถ ทั้งสองรุ่นยังคงให้อารมณ์การตอบสนองแบบ e:HEV ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังหลัก ออกตัวกระฉับกระเฉง มีแรงดึงตั้งแต่กดคันเร่งช่วงแรกๆ เหมือนกันทุกประการ เพียงแต่รุ่น FWD จะรู้สึกคล่องตัวและกระฉับกระเฉงกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนความแตกต่างที่สัมผัสได้ชัดเจนกว่า เป็นเรื่องของช่วงล่าง แม้ในโบร์ชัวร์จะระบุเพียงว่ารุ่น AWD มีความสูงจากพื้นมากกว่ารุ่น FWD อยู่ 10 มิลลิเมตร แต่เมื่อดูรายละเอียดเชิงวิศวกรรมจะพบว่าทั้งสองรุ่นใช้ชิ้นส่วนหลายอย่างต่างกัน รุ่น AWD ใช้ปีกนกล่างอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ขณะที่รุ่น FWD ใช้ปีกนกเหล็กตามปกติ

สิ่งที่ Honda ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารทางเทคนิค แต่สัมผัสได้จากการขับจริง คือการเซ็ตสปริงและโช๊คอัพที่แตกต่างกัน รุ่น AWD ให้ความรู้สึกนุ่มละมุนกว่าอย่างชัดเจน ซับแรงสะเทือนได้ดี และตำแหน่งนั่งขับสูงกว่าเล็กน้อย แม้ตัวเลขจะต่างกันเพียง 1 เซนติเมตรก็ตาม ขณะที่รุ่น FWD จะมีความกระชับมากขึ้น การยืดและยุบของช่วงล่างน้อยกว่า ให้ฟีลลิ่งใกล้เคียงรถเก๋งตัวเตี้ยอย่าง Civic มากขึ้นนิดนึง หากมองในมุมของความสบาย รุ่น AWD ยังคงเป็น CR-V ที่ผู้ใหญ่หลายคนคุ้นเคย ขับทางไกลสบาย ลุยถนนไม่ดีได้มั่นใจกว่า แต่ถ้าชอบรถที่ตอบสนองฉับไวและมีความกระชับในการควบคุมมากขึ้น รุ่น FWD ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี และมีความต่างมากกว่าที่คิด

 

ด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กลายเป็นจุดที่รุ่น FWD แสดงความได้เปรียบออกมาชัดเจนที่สุด จากการทดสอบเส้นทางกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี ผ่านทางหลวง Motorway M81 ระยะทางกว่า 130 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ยราว 110-120 km/h รวมถึงมีช่วงรถติดในเมืองเล็กน้อย รุ่น FWD ทำตัวเลขได้ 18.10 กิโลเมตร/ลิตร ขณะที่รุ่น AWD ทำได้ 15.45 กิโลเมตร/ลิตร เมื่อนำมาคำนวณกับการใช้งานจริง หากวิ่งปีละ 30,000 กิโลเมตร และคิดราคาน้ำมันที่ 40 บาท/ลิตร รุ่น FWD จะช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ราว 11,400 บาทต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยสำหรับคนที่ใช้งานรถทุกวัน

ท้ายที่สุดแล้ว CR-V e:HEV RS FWD และ RS AWD ไม่ได้มีคันไหนดีกว่าอีกคันแบบเด็ดขาด เพราะแต่ละรุ่นมีจุดเด่นคนละด้าน รุ่น FWD ได้เปรียบเรื่องความประหยัด น้ำหนักเบา และความคล่องตัว ขณะที่รุ่น AWD ให้ความนุ่มนวล ความมั่นใจ และความสบายในการเดินทางมากกว่า

คำถามจึงไม่ใช่ว่า คันไหนดีกว่า แต่เป็น คุณให้ความสำคัญกับอะไร ?

ถ้าคุณเป็นคนขับรถทางไกลบ่อย ชอบความนุ่มสบาย และอยากได้ความอุ่นใจจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ การเพิ่มเงินอีก 70,000 บาท เพื่อเลือกรุ่น RS AWD ก็ดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าคุณใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก เน้นความคุ้มค่า อยากได้อัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่า และชอบฟีลลิ่งการขับที่กระชับขึ้นอีกนิด รุ่น RS FWD อาจเป็นจุดลงตัวเช่นกัน