Maserati เดินหน้าปรับโฉมรถยนต์รุ่นหลักของแบรนด์พร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ Grecale, GranTurismo และ GranCabrio รุ่นปรับโฉม Minorchange ทั้งขุมพลังเครื่องยนต์สันดาป และขุมพลังไฟฟ้าตระกูล Folgore โดยถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของปี 2026 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปี ของโลโก้ตรีศูล Trident อันเป็นสัญลักษณ์ประจำแบรนด์จากเมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี
การปรับปรุงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความสดใหม่ด้านรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงสมรรถนะ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งาน โดย Maserati ระบุว่า รถยนต์ทั้ง 3 รุ่นถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Italian Gran Turismo ที่ผสานความหรูหรา งานออกแบบ และสมรรถนะการขับขี่เข้าไว้ด้วยกัน
จุดเริ่มต้นของภาษาการออกแบบใหม่มาจากรถสนาม MCXtrema ก่อนจะถูกถ่ายทอดสู่ GT2 Stradale และ MCPURA ตามลำดับ ล่าสุด Maserati ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้กับ GranTurismo, GranCabrio และ Grecale รุ่นใหม่ ด้วยการออกแบบด้านหน้าให้ดูเตี้ย กว้าง และดุดันมากขึ้น พร้อมรายละเอียดทางอากาศพลศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่
ด้านงานออกแบบ GranTurismo และ GranCabrio ใหม่ ได้รับการปรับรายละเอียดกันชนหน้า ช่องดักอากาศ และชุดไฟท้ายใหม่ทั้งหมด พร้อมเพิ่มสีตัวถังใหม่จากโปรแกรม Fuoriserie รวมถึงทางเลือกการตกแต่งภายในที่หลากหลายกว่าเดิม
สำหรับ GranTurismo และ GranCabrio ใหม่ ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 Nettuno 3.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Twin-Turbo ซึ่งได้รับการปรับจูนใหม่ โดยรุ่น Trofeo มีกำลังสูงสุดเพิ่มเป็น 590 แรงม้า (PS) มากกว่ารุ่นเดิม 40 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ตัวเลขสมรรถนะเคลมจากโรงงาน สามารถทำความเร็วสูงสุดเกิน 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง
GranTurismo และ GranCabrio ใหม่ ทุกรุ่นย่อย ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD และช่วงล่าง Air Suspension แบบปรับระดับได้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อคงบุคลิกความเป็น Grand Tourer ที่สามารถเดินทางไกลได้อย่างสะดวกสบาย ขณะเดียวกันก็ยังพร้อมตอบสนองการขับขี่แบบสปอร์ตตามแบบฉบับ Maserati
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือรุ่นขุมพลังไฟฟ้า GranTurismo Folgore และ GranCabrio Folgore ยังคงใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงสุด 760 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD พร้อมระบบ Torque Vectoring โดย GranTurismo Folgore สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 325 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่ GranCabrio Folgore ซึ่งเป็นรถเปิดประทุนไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของค่าย สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 290 กิโลเมตร/ชั่วโมง
สำหรับ Maserati Grecale ซึ่งทำหน้าที่เป็น SUV รุ่นสร้างยอดขายหลักของแบรนด์ โดยได้รับการปรับดีไซน์ด้านหน้าใหม่ในสไตล์ Shark Nose ให้มีความสปอร์ตและเฉียบคมมากขึ้น พร้อมปรับรายละเอียดภายในห้องโดยสาร ทั้งพวงมาลัย นาฬิกาดิจิทัล และชุดควบคุมเกียร์แบบใหม่
ไฮไลท์สำคัญของ Grecale คือการเพิ่มทางเลือกขุมพลังเบนซิน V6 Nettuno 3.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged กำลังสูงสุด 390 แรงม้า (PS) ซึ่งเข้ามาเติมช่องว่างระหว่างรุ่น GT เบนซิน 2.0 ลิตร Turbo Mild-hybrid และ Trofeo เบนซิน V6 3.0 ลิตร Twin-Turbo เบื้องต้น Maserati ระบุว่า เครื่องยนต์ V6 ใหม่ใน Grecale สามารถสร้างแรงบิดในรอบต่ำสูงกว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Turbo ในรุ่น GT เดิมถึง 32% ที่รอบเครื่องยนต์ 2,000 รอบต่อนาที ส่วนรุ่น Grecale Trofeo ยังคงใช้เครื่องยนต์ V6 Nettuno กำลังสูงสุด 530 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 285 กิโลเมตร/ชั่วโมง เช่นเดิม
ในส่วนของรุ่นขุมพลังไฟฟ้า Grecale Folgore ได้รับการพัฒนาระบบจัดการพลังงานใหม่ รวมถึงปรับปรุงอากาศพลศาสตร์ ส่งผลให้ระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นสูงสุด 53 กิโลเมตร โดยมีระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 580 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP


Maserati ระบุว่า รถยนต์ทั้ง 3 รุ่นยังคงได้รับการพัฒนาและผลิตในประเทศอิตาลีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานในเมือง Modena หรือ Cassino เพื่อสะท้อนถึงรากฐานและตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว Web Configurator เวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งเป็นระบบ Configurator ออนไลน์แบบ Photorealistic ที่สามารถแสดงผลรถยนต์เสมือนจริงได้แบบเรียลไทม์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเลือกสเป็กรถให้ใกล้เคียงกับการนั่งอยู่ในโชว์รูมมากที่สุด
การเปิดตัว Maserati Grecale, GranTurismo และ GranCabrio รุ่นปรับโฉม Minorchange ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Maserati ในปีแห่งการเฉลิมฉลอง 100 ปี ตรีศูล ที่สะท้อนความพยายามในการรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้ พร้อมเดินหน้าสู่ยุคใหม่ทั้งในด้านเทคโนโลยีและพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับความเคลื่อนไหวและการเปิดในประเทศไทย คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2026 เช่นเดียวกัน
ที่มา : Stellantis
